Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Shopd2

Pages: [1] 2 3 ... 17
1


ททท. จับรางวัลผู้โชคดีในโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2021 มูลค่ารวมกว่า 2,000,000 บาท พร้อมสรุปรายได้หมุนเวียนกว่าหมื่นล้านบาท

บ่ายวานนี้ (20 กันยายน 2564) นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในงานจับรางวัลผู้โชคดีโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2021 ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคาร ททท.

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2021 ได้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม - 15 กันยายน 2564 โดยมีพันธมิตรหลัก ประกอบด้วย เครือ Asset World, บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล, FN outlet, King Power, MBK, สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์, กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์, The Mall Group, Terminal 21, Air Asia, Bangkok Airways, Lion Air, Nok Air, Thai Smile, Thai Vietjet Air, Siam Global House, Major, MAYA, OR, JD Centra, Lazada, M Online, Shopee, UTU, JCB, UnionPay International (Thailand), VISA, Nissan และผู้ประกอบการทั่วประเทศ รวมกว่า 10,000 ราย ร่วมมอบมอบสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นลดราคาสูงสุด 80% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่พำนักในประเทศไทย

 รวมทั้ง ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็น Shopping Destination รวมถึงเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 



โดยการจับรางวัลผู้โชคดีในครั้งนี้เป็นการมอบของขวัญชิ้นพิเศษหลังสิ้นสุดโครงการฯ ให้กับผู้ที่มียอดการใช้จ่ายในร้านค้าที่เข้าโครงการสะสมครบทุก 2,000 บาท จะได้ 1 สิทธิ์ ในการลุ้นรับรางวัล 60 รายการ จำนวน 293 รางวัล เช่น รถยนต์ All-New Nissan Kicks E-Power รุ่น V, iPhone 12 Pro Max 256 GB, บัตรห้องพักโรงแรม Cantara Grand Beach Resort Phuket, ทองคำรูปพรรณ หนัก 1 บาท ฯลฯ มูลค่ารวมกว่า 2,000,000 บาท ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 เดือน มีผู้ใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการในร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมีจำนวนสิทธิ์ในการชิงโชคลุ้นรับรางวัลใหญ่มากกว่า 5,000,000 สิทธิ์ และมีรายได้จากโครงการรวมประมาณกว่า 10,000,000,000 บาท คาดว่าโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2021 Amazing ยิ่งกว่าเดิม จะช่วยดึงดูดกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจในภาวะฟื้นฟูและทำให้เกิดเงินหมุนเวียนsในระบบเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ททท. จะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 25 กันยายน 2564 และมีกำหนดจัดพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 27 กันยายน 2564 เวลา 10.00 น. ณ อาคาร ททท.
 

2


กาตาร์ เจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุต.โลก 2022 มีข่าวเตรียมทาบทาม 'เลดี้กาก้า' ซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อปหญิงชาวอเมริกัน และศิลปินชื่อดังอีกคับคั่ง มาร่วมร้องและแดนซ์สะบัดในพิธีเปิดการแข่งขัน ก่อนเกมคู่แรกจะเริ่มขึ้น

เหลือเวลาอีก 1 ปีก่อนที่ เวิลด์ คัพ ครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้นบนแผ่นดินกาตาร์ นอกจากการเตรียมสนามให้พร้อมในทุกหนแห่ง เจ้าภาพยังพร้อมมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมทั่วโลก ด้วยเสียงเพลงและดนตรีสไตล์ตะวันตก

หนึ่งในศิลปินที่ถูกทาบทามมาร่วมโชว์พิธีเปิดก็คือ เลดี้กาก้า สุดยอดป๊อปสตาร์หญิงเจ้าของเพลง 'Bad Romance' และการแต่งตัวฉูดฉาดอลังการ นอกจากนี้ก็ยังมีศิลปินระดับตำนานอย่าง แอ๊บบ้า และ แอโร่สมิธ ที่ถูกติดต่อไปหาด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น กาตาร์ ยังจัดเตรียมเรือสำราญขนาดใหญ่ 2 ลำ จุคนได้มากกว่า 6,000 คน มาร่วมปาร์ตี้ฉลองให้กับศึกฟุต.โลกฉบับตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำหนดการเปิดสนามอย่างเป็นทางการ วันที่ 21 พฤศจิกายน ปีหน้า

ทั้งนี้ เหตุที่เจ้าภาพกาตาร์ สามารถชวนศิลปินระดับโลกมาปรากฏตัว เพราะศิลปินเหล่านี้อยู่ในสังกัด ยูนิเวอร์แซล มิวสิค ค่ายเพลงที่เป็นพันธมิตรกับ ฟีฟ่า องค์กรลูกหนังผู้จัดฟุต.โลก ทำให้สามารถเจรจาร่วมงานกันได้

สำหรับ เลดี้กาก้า นอกจากมีเพลงฮิตคับคั่งและเป็นขวัญใจของคนฟังเพลงทั่วโลก ยังสร้างผลงานการแสดงอันยอดเยี่ยมในการแข่งขันกีฬามาแล้ว กับศึก ซูเปอร์โบว์ล เมื่อปี 2017 หลังถูกเชิญมาเล่นโชว์ช่วงพักครึ่ง และโชว์การแดนซ์อย่างสนุกสนานประทับใจคนดูอย่างมาก

3


สดช. เปิดเผยผลสำรวจโครงการ Thailand Digital Outlook ระยะที่ 3 พบคนไทยมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตสูง 6 – 10 ชั่วโมงต่อวัน เล็งเก็บตัวเลขต่อเนื่องทุกปี หวังเป็นถังข้อมูลเก็บผลสำรวจเศรษฐกิจดิจิทัลไทย พร้อมจับมือ 6 หน่วยงานด้านดิจิทัลภาครัฐจัด MOU หวังยกระดับความร่วมมือนำข้อมูล และผลสำรวจใช้วางแผนยุทธศาสตร์องค์กร ขานรับนโยบายประเทศเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ได้กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Thailand Digital Outlook ระยะที่ 3 ว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเล็งเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยริเริ่มในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในคณะนโยบายขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (The Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) ในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งนำไปสู่การดำเนินงานโครงการศึกษา Thailand Digital Outlook ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานภาพการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศ

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล และโครงการนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว โดยมีเป้าหมายในการจัดทำข้อมูลและผลวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้การขับเคลื่อนมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานสากล มาประยุกต์ใช้ในการช่วยประเมินและผลักดันการดำเนินการด้านยุทธศาสตร์ 20 ปี” นายชัยวุฒิกล่าว 



โดยเสริมว่า ผลการศึกษาวิจัยจากโครงการนี้เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยสามารถแสดงภาพการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศอันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายดิจิทัลของกระทรวงฯ สดช. และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสะท้อนให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศไทยในปัจจุบันที่ต้องได้รับการพัฒนาต่อยอด หรือปรับปรุงแก้ไขต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนยังสามารถนำข้อมูล ผลการสำรวจ และผลการศึกษาวิจัยต่างๆ จากโครงการศึกษาวิจัย Thailand Digital Outlook ระยะที่ 3 นี้ ไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ ทั้งการปฏิบัติงานตามภารกิจของหน่วยงาน การให้บริการภาคประชาชนและภาคธุรกิจ การออกนโยบาย และมาตรการส่งเสริมภาคประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และการวางแผนดำเนินกิจการในธุรกิจสำหรับภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและสอดรับกับสภาพตลาดในยุคดิจิทัลไทยแลนด์



ด้าน นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวว่า โครงการศึกษาวิจัย Thailand Digital Outlook ระยะที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทย ให้มีมาตรฐานในระดับนานาชาติรวมถึงแนวทางและมาตรการในการขับเคลื่อนดิจิทัลไทยแลนด์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสามารถสร้างให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของไทยและสากล ตลอดจนการจ้างงานที่มีคุณค่าสูงรองรับการพัฒนาประเทศในยุคเศรษฐกิจและสังคมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน โดย สดช. ได้เริ่มดำเนินโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2561

“สดช. ได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลสำรวจและวิเคราะห์ ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจดิจิทัล ตามแนวทาง Measuring the Digital Transformation และ Digital Economy Outlook ของ The Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนสามารถนำผลการศึกษามาประเมินและใช้ประกอบการพิจารณาการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยในการกำหนดแนวทางการส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ เราจะมีโมเดลการจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดที่เป็นแนวทางการจัดเก็บข้อมูลในระดับสากล (OECD) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเตรียมการจัดเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูลตัวชี้วัด ตามแนวทางการจัดเก็บของ OECD อีกด้วย” นางวรรณพรกล่าว



นอกจากนี้ สดช. ยังได้มีการลงนามความร่วมมือในโครงการ Thailand Digital Outlook ซึ่งเป็นผลสำรวจดัชนีชี้วัดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ร่วมกับหน่วยงานด้านดิจิทัลของภาครัฐอีก 6 หน่วยงานด้วยกัน ประกอบด้วย สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร) ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวได้มีการบริหารจัดการและการบูรณาการข้อมูลภาครัฐที่มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน รวมถึงเป็นการยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้เป็นระบบดิจิทัล ที่มีระบบการทำงานและข้อมูลเชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ โดยนำผลการศึกษา Thailand Digital Outlook ของประเทศไทย รวมถึงข้อมูลและชุดข้อมูลในการศึกษานี้ไปใช้ในการวางยุทธศาสตร์องค์กรของแต่ละหน่วยงานอีกด้วย

สำหรับการศึกษาวิจัย Thailand Digital Outlook ระยะที่ 3 ได้ศึกษาการเข้าถึง พฤติกรรม และการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ตในภาคประชาชน การใช้ช่องทางออนไลน์ การลงทุนวิจัยและการพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านดิจิทัลทั้งในองค์กรธุรกิจเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยได้ทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคประชาชน (จำนวน 39,145 ตัวอย่าง) ภาคธุรกิจเอกชน (จำนวน 3,381 ตัวอย่าง) และหน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการปฐมภูมิแก่ประชาชน (จำนวน 935 ตัวอย่าง) การสำรวจได้ดำเนินการระหว่างเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ได้ประกาศมาตรการควบคุมและบรรเทาเหตุการณ์ดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดที่มีการระบาดอย่างรุนแรง รวมถึงการทำงานแบบ work from home ในองค์กรภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงานรัฐบาล



การสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่คิดเป็นสัดส่วนถึง 85.1% มีการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยระยะเวลาการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6-10 ชั่วโมงต่อวัน โดยวัตถุประสงค์หลักของการใช้อินเทอร์เน็ตในภาคประชาชนเพื่อรองรับการทำงาน (75.2%) การรับบริการออนไลน์ทางด้านการศึกษา (71.1%) การทำธุรกรรม ซื้อขายสินค้าบริการออนไลน์ (67.4%) การติดต่อสื่อสารสนทนา (65.1%) การทำธุรกรรมออนไลน์ด้านการเงิน (54.7%) กิจกรรมสันทนาการ (53.1%) มีส่วนร่วมในการดำเนินการภาครัฐ (49.6%) การรับบริการออนไลน์ทางด้านสาธารณสุข (48.6%) ติดตามข่าวสารทั่วไป (39.1%) การใช้งานด้านอื่นๆ (35.6%) การสร้างสรรค์เนื้อหาหรือคอนเทนต์ต่างๆ (28.2%) และทำธุรกรรมด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ (2.2%) การสำรวจยังพบว่า 76.6% ของประชาชนยังซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม โดยมี Shopee และ Lazada เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ยอดนิยมอันดับต้นๆ การศึกษายังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 60.7% ใช้บริการออนไลน์ภาครัฐ ยกตัวอย่างเช่น การชำระค่าน้ำและค่าไฟ นอกจากนี้ 64.6% ของประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างยังทำงานโดยใช้การประชุมทางไกลผ่าน VDO Conference อีกด้วย โดยสถานที่หลักที่ประชาชนนิยมใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19ได้แก่ ที่พักอาศัยของตนเอง (70.2%) และสถานที่ทำงาน (22.2%)

อย่างไรก็ตาม การศึกษาพบว่า 61.7% ของประชาชนมักเกิดความเครียดบ่อยมากขึ้นเมื่อทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ หากมองถึงความปลอดภัยในการซื้อขายหรือทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ มีเพียงแค่ 43.6% ของประชาชนที่รู้จัก พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ 43.1% ของประชาชนเคยพบปัญหาด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี การป้องการทางเทคโนโลยีโดยส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนรหัสผ่านในการเข้าระบบเท่านั้น



สำหรับภาคธุรกิจเอกชน การสำรวจพบว่า 98.4% ของผู้ประกอบการมีการใช้อินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ธุรกิจเอกชนยังมีการใช้เทคโนโลยีในเรื่องของ Cloud และ Data Analytics สูงขึ้น โดยผู้ประกอบการใช้ Cloud ถึง 70.3% และทำ Data Analytics สูงถึง 61.5% และ ใช้ AI ในเรื่องของ Chatbot สูงถึง 41% โดยช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นได้แก่ธุรกิจทางด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น 54.6% ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 27.4% และธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น 27.9% ในขณะที่การท่องเที่ยวและสันทนาการมีการใช้ออนไลน์ลงลดถึง 76.4% โดยสาเหตุหลักอาจจะเกิดจากการปิดประเทศทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปยังจังหวัดอื่นๆได้ ในขณะที่แฟชั่นลดลง 44.8% และวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักรลดลง 36.5% เนื่องจากมีจำนวนโรงงานที่ปิดตัวมากขึ้น

การสำรวจยังพบว่า 73.9% ของผู้ประกอบการยังมีช่องทางออนไลน์เพื่อจำหน่ายสินค้าและบริการ และ 28.0% ของผู้ประกอบการมีการสั่งซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ โดยช่องทางออนไลน์และสื่อสังคมที่ผู้ประกอบการนิยมใช้ได้แก่ ยูทูป (YouTube) ไลน์ (Line) เฟสบุ๊ค (Facebook) และทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นต้น นอกจากนี้ มีผู้ประกอบการจำนวนมากถึง 88.5% ที่ใช้บริการออนไลน์ภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยื่นภาษีและนำส่งข้อมูลบัญชี เกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลากรดิจิทัล 66.4% ของผู้ประกอบการมีการจัดจ้างพนักงานไอที โดยพนักงานเหล่านั้นจะมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาด้านไอที 33.6% ของผู้ประกอบการยังมีการจัดฝึกอบรมพนักงานไอทีอีกด้วย ทางด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล 80.5% ของผู้ประกอบการรู้จัก พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในขณะที่ 27.1% ของผู้ประกอบการเคยพบปัญหาด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี โดยการป้องกันส่วนใหญ่จะใช้ระบบยืนยันตัวตน



สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการปฐมภูมิแก่ประชาชน อันได้แก่ โรงเรียนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) การศึกษาพบว่า 76.4% มีการใช้อินเทอร์เน็ต การศึกษายังพบว่า 69.1% ของหน่วยงานภาครัฐมีการให้บริการออนไลน์ โดยมีเฟสบุ๊คเป็นช่องทางออนไลน์ที่นิยมมากที่สุด และมีบริการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลเป็นบริการที่มีมากที่สุด อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจ พบว่าสัดส่วนพนักงานไอทีในหน่วยงานภาครัฐยังมีจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพนักงานในแผนกอื่นๆ หรือเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 5% โดยเจ้าหน้าที่ไอทีส่วนใหญ่จะมีหน้าที่ดูแลและพัฒนาเว็บไซต์เป็นหลัก น้อยกว่า 10% ของพนักงานไอทีที่ได้รับการฝึกอบรมในหน่วยงานอีกด้วย ทางด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยีดิจิทัล 69.7% ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐรู้จัก พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในขณะที่ 39.7% เคยพบปัญหาด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี

“ผลการสำรวจทำให้เรามองเห็นถึงปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย ทั้งในด้านการนำนวัตกรรมดิจิทัลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การลงทุนในนวัตกรรมดิจิทัลทั้งในแง่ของผู้ประกอบการและนักวิจัย และการสร้างทักษะแรงงานด้านดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาอีคอมเมิร์ซทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ” นางวรรณพรกล่าว

4


ดีเฮ้าส์พัฒนา เผยทิศทางธุรกิจโค้งสุดท้าย เร่งดำเนินการ UPark Market โครงการมิกซ์ยูส แหล่งศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ใกล้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมแผนการเปิดโครงการ River Condo คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น ชูกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุน รักษาความสามารถการทำกำไร

นายพงศ์พจน์ เลิศรุ้งพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีเฮ้าส์พัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ DHOUSE ผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดมหาสารคาม ประเภทที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์เพื่อขายหลากหลายรูปแบบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง 2564 บริษัทเร่งดำเนินงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารที่มีการใช้งานแบบผสมผสาน (Mixed-Use) ตั้งอยู่บนถนนสายบ้านท่าขอนยาง-บ้านขี ใกล้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โครงการดังกล่าวถือเป็นแหล่งศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งร้านค้าปลีก ปั๊มน้ำมัน และร้านอาหาร บนเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 52 ตร.ว. ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.สถานีบริการน้ำมัน และร้านค้าปลีก ภายใต้แบรนด์ ปตท. ขนาด 4 เครื่อง 16 หัวจ่าย และร้านค้าเสริม 2 อาคาร 2.UPark Street อาคาร Street Food ขนาด 1,990 ตร.ม. ประกอบด้วย ร้านขายอาหาร 86 ร้าน และลานโล่งสำหรับวางเต็นท์ขายสินค้า ขนาด 7,010 ตร.ม. ประกอบด้วย ร้านอาหาร 26 ร้าน และร้านค้า 132 ร้าน ขณะนี้ได้รับการอนุญาตก่อสร้างแล้ว และคาดว่าพร้อมทยอยให้บริการในช่วงไตรมาส 1/65

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดโครงการ River Condo คอนโดมีเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร รวม 336 ยูนิต ริมคลองสมถวิล จ.มหาสารคาม พื้นที่โครงการ 3 ไร่ ภายใต้แนวคิดสุนทรียภาพของการใช้ชีวิตที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เติมเต็มความสุขด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ คลับเฮาส์ และฟิตเนส คาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในไตรมาส 2/65

ทั้งนี้ บริษัทมีการทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจ โดยมีโครงการในอนาคตตามแผนการพัฒนาที่ดินทุกแปลงของบริษัทหลากหลายรูปแบบ ทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย หรือทำการค้าในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งบริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถการทำกำไร ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงการสร้าง Landmark แห่งใหม่ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามในรูปแบบมิกซ์ยูส ในนาม UPark Market รวมถึงการขยายไปสู่คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ซึ่งการออกแบบโครงการที่หลากหลายมาจากการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านความเหมาะสมของพื้นที่ กฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยทำเลที่ตั้งของโครงการ รวมถึงรูปแบบลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ

ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่เปิดขาย 3 โครงการ มูลค่ารวม 803.63 ล้านบาท ได้แก่ โครงการเดอะแกรนด์ คาแนล โครงการแกรนด์ บิซ และโครงการพฤกภิรมย์ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จะมียอดจองและยอดโอนทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 2564 บริษัทมีรายได้รวม 37.54 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 47.07 ล้านบาท จำนวน 9.53 ล้านบาท หรือลดลง 20.24% และมีขาดทุนสุทธิ 2.39 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาระบาดหนักและทวีความรุนแรงในช่วงไตรมาส 2/64 ส่งผลให้การดำเนินงานบางส่วนของบริษัทเกิดความล่าช้า กระทบถึงแผนการโอนกรรมสิทธิ์บ้านไม่เป็นไปตามคาด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้บริษัทสามารถทำงานตามปกติ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

5


วันนี้ (20 กันยายน 2564) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมระดมข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในหัวข้อ “การตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายนอก (Environmental Scanning) เพื่อการมองภาพอนาคต (Foresight) ด้านโลจิสติกส์และระบบรางของประเทศ” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านโลจิสติกส์ จากทั้งส่วนราชการ ภาคการศึกษาและภาคเอกชนเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้



ดร.เอก จินดาพล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านความสามารถในการแข่งขัน สกสว. กล่าวว่า สกสว. มีหน้าที่ในการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยปัจจุบัน สกสว. ได้จัดตั้งหน่วยบูรณาการประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ววน. (SAT : Strategic Agenda Team) ในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงทางด้านโลจิสติกส์และระบบรางของประเทศ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ และกลั่นกรองประเด็นสำคัญ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน สู่การจัดทำแผนด้าน ววน. ของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าใน (ร่าง) แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2570 ได้มีการกำหนดแผนงานพัฒนาระบบโลจิสติกส์และระบบรางของประเทศให้ทันสมัยได้มาตรฐานสากล แข่งขันได้ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายรองรับระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการวัดผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญจาก 1. ดัชนีชี้วัดขีดความสามารถโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) ของประเทศไทย 2. ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศต่อ GDP 3. สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง โดยใช้โครงข่ายระบบรางที่ทันสมัยของประเทศ และ 4. จำนวนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการวิจัย พัฒนาและผลิตด้านโลจิสติกส์และระบบรางในสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชน

 รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์
รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์

รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการของหน่วยบูรณาการประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ววน. (SAT) ด้านโลจิสติกส์และระบบรางของประเทศ กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานสำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า ในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยมีสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) อยู่ที่ 14.1 % หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2,215.7 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจาก GDP ที่ลดลงจากภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตามเมื่อสังเกตตัวชี้วัดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย จัดอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลก ขณะที่ประเทศเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 39 และประเทศมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 41 ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านสามารถพัฒนาความสามารถด้านโลจิสติกส์กำลังจะเทียบเท่ากับประเทศไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาด้านโลจิสติกส์เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขัน โดยการประชุมในครั้งนี้ได้ใช้เครื่องมือ การวิเคราะห์ ปัจจัยภายนอก (PESTEL Analysis) เป็นกรอบในการวิเคราะห์ซึ่งประกอบด้วย ด้านการเมืองและนโยบาย (Politics) ด้านเศรษฐกิจ (Economy) ด้านสังคม (Social) ด้านเทคโนโลยี (Technology) ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) และด้านกฎหมาย (Legal)



อย่างไรก็ตามการประชุมในวันนี้ถือเป็นการระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มย่อย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ให้ข้อคิดเห็นที่มีต่อการตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายนอก (Environmental Scanning) ตามกรอบการวิเคราะห์ ปัจจัยภายนอก (PESTEL Analysis) ซึ่งผลจากการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับกระบวนการศึกษาการมองภาพอนาคต (Foresight) ในมุมของ ววน. ด้านโลจิสติกส์และระบบรางของประเทศ ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน 1-2 เดือนถัดไป

6



“เจ็ดคด -โป่งก้อนเส้า” แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติป่าใหญ่ใกล้กรุงฯ วันนี้มีข่าวดีกับการเดินหน้ายกระดับสู่อุทยานแห่งชาติในอีกไม่นาน ซึ่งจะเชื่อมโยงกับพื้นที่ป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ นับเป็นมิติใหม่ของป่าแห่งนี้ที่จะพัฒนาให้มีความโดดเด่นน่าสนใจยิ่งขึ้น

“ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด -โป่งก้อนเส้า” หรือที่หลายคนนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า "เจ็ดคด" ตั้งอยู่ที่ หมู่ 5 ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 130 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ราว 2 ชม.

เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ป่าใหญ่ใกล้กรุงฯ

ป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า มีเนื้อที่ประมาณ 13,750 ไร่ เป็นผืนป่าที่อยู่บริเวณรอยต่อเชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่


เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า เป็นผืนป่าที่ยังมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญแห่งหนึ่งของพื้นที่จังหวัดสระบุรี มีสัตว์ป่า ทั้งสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครอง หลากหลายชนิด ทั้ง เลียงผา เก้งหม้อ ช้างป่า กระทิง เก้ง กวาง

เที่ยวเจ็ดคด ป่างามใกล้กรุงฯ

ป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า มีความโดดเด่นของสภาพธรรมชาติวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ โดยมี “น้ำตกเจ็ดคด” และ “จุดชมวิวมอเครือ” เป็น 2 สถานที่ท่องเที่ยวหลักของผืนป่าแห่งนี้

น้ำตกเจ็ดคดเหนือในช่วงน้ำหลาก
น้ำตกเจ็ดคดเหนือในช่วงน้ำหลาก

“น้ำตกเจ็ดคด” เป็นน้ำตกที่มีความงดงามร่มรื่นชุ่มฉ่ำ สายน้ำตกมีต้นกำเนิดมาจากลำห้วยเจ็ดคด ไหลมารวมกันเป็นน้ำตกเจ็ดคด ซึ่งแบ่งเป็น น้ำตกเจ็ดคดเหนือ-กลาง-ใต้ และน้ำตกเจ็ดคดใหญ่ การเข้าถึงตัวน้ำตกเจ็ดคดจะต้องเดินเท้าเข้าไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ระหว่างทางมีสิ่งน่าสนใจให้ชมกันหลากหลาย

“จุดชมวิวมอเครือ” ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 1.8 กิโลเมตร บริเวณจุดชมวิวแห่งนี้นี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของป่าเขา ธรรมชาติ ได้อย่างสวยงามกว้างไกล โดยมีไฮไลท์เป็นแนวเทือกเขาของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่น

ความหลากหลายในผืนผ่าเจ็ดคด
ความหลากหลายในผืนผ่าเจ็ดคด

นอกจากนี้ป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 3 เส้นทางให้นักท่องเที่ยวได้ออกแรงเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมแมกไม้ สายน้ำตกกันอย่างเพลิดเพลิน ได้แก่

-เส้นทางที่ 1 มีระยะทาง 1.5 กิโลเมตร (รอบเล็ก) เริ่มเดินจาก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสู่น้ำตกเจ็ดคดเหนือแล้วกลับทางเดิม ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง

น้ำตกเจ็ดคดใต้
น้ำตกเจ็ดคดใต้

-เส้นที่ 2 มีระยะทาง 3 กิโลเมตร (รอบกลาง) เป็นเส้นทางทัวร์ 3 น้ำตก โดยออกสตาร์ทจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มุ่งหน้าสู่ น้ำตกเจ็ดคดเหนือ-กลาง-ใต้ ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

-เส้นที่ 3 มีระยะทาง 4 กิโลเมตร (รอบใหญ่) เป็นเส้นทางทัวร์ 4 น้ำตก เริ่มจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปน้ำตกเจ็ดคดเหนือ-กลาง-ใต้ และน้ำตกเจ็ดคดใหญ่ ใช้เวลาเดินประมาณ 4 ชั่วโมง

บ้านพักนักท่องเที่ยวในศูนย์ศึกษาธรรมชาติ
บ้านพักนักท่องเที่ยวในศูนย์ศึกษาธรรมชาติ

มนต์เสน่ห์อันดึงดูดของผ่าป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้าอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นสถานที่กางเต็นท์ใกล้กรุงฯ ที่สวยงามท่ามกลางบรรยากาศอันสุดฟินของลานกางเต็นท์ริมบึงน้ำ ที่มีทิวทัศน์ของป่าใหญ่เป็นฉากธรรมชาติดูสบายตา

ด้วยศักยภาพต่าง ๆ ทางการการท่องเที่ยวเหล่านี้ทำให้ป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติป่าใหญ่ใกล้กรุงฯ ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะสายกางเต็นท์ แคมป์ปิ้ง เจ็ดคดเป็นหนึ่งในสถานที่กางเต็นท์ที่ได้รับได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย

ป่าสักที่ปลูกฟื้นสภาพพื้นที่ก่อนกลายเป็นผืนป่าธรรมชาติในภายหลัง
ป่าสักที่ปลูกฟื้นสภาพพื้นที่ก่อนกลายเป็นผืนป่าธรรมชาติในภายหลัง

เดินหน้าสู่อุทยานแห่งชาติ

เดิมป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า หรือ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมาได้ถูกแยกออกมาเพื่อความสะดวกในการดูแลนักท่องเที่ยว

ปัจจุบันศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) ซึ่งได้จัดสรรพื้นที่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในธรรมชาติใกล้กรุงฯ

ในวันหยุดต่าง ๆ (ช่วงปกติ) นักท่องเที่ยวจะไปพักแรมที่เจ็ดคดกันเป็นจำนวนมาก 
ในวันหยุดต่าง ๆ (ช่วงปกติ) นักท่องเที่ยวจะไปพักแรมที่เจ็ดคดกันเป็นจำนวนมาก

วันนี้มีข่าวดีจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สระบุรี) ว่า ช่วงนี้ป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า กำลังเดินหน้ายกระดับสู่การจัดตั้งเป็น “อุทยานแห่งชาติเจ็ดคด - โป่งก้อนเส้า” ในอีกไม่นาน

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ ป้องกัน รักษา และบริการจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งในระหว่างการดำเนินการสำรวจจำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการร่วมกันเพื่อสำรวจ ควบคุม ดูแลรักษา ระหว่างเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภายใต้บทบัญญัติในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

ป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ป้ายบอกแหล่งท่องเที่ยวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

โดยตอนนี้ได้มีการสำรวจพื้นที่ผ่านแล้ว พบว่ามีพื้นที่อยู่ในเขตตำบลท่ามะปราง ตำบลชำผักแพว และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

พื้นที่ส่วนใหญ่ เกือบ 80 % อยู่ในตำบลมิตรภาพ รองลงมาก็คือในเขตตำบลซำผักแพว และตำบลท่ามะปราง ตำบลทับกวาง และในตำบลชะอม ตามลำดับ

และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ายินดี เพราะหากป่าเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติก็จะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของเมืองไทยให้มากยิ่งขึ้น เพราะการมีอุทยานแห่งชาติเพิ่ม จะเป็นหลักประกันในเรื่องการคงอยู่ของผืนป่า มีคุณค่าทางระบบนิเวศ สร้างเศรษฐกิจให้กับพื้นที่

นอกจากนี้การเป็นอุทยานแห่งชาติเชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีการผนวกรวมกับ “มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่“ ต่อไปก็เป็นได้

ดังนั้นการที่สระบุรีจะมีอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ (ในอีกไม่นาน) จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง

7
นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet  ชอบหวานน้อย นมเน้นๆ มีแคลเซียม ต้องลอง นมอัดเม็ด milk tablet หลายเจ้าในตลาดมากมาย แต่ทำไมนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletแจ้งเกิดเป็นนมอัดเม็ดดาวรุ่งพุ่งแรง เพราะ ความนัวนม ย้ำว่านัวนมๆจริง และรสชาติหวานน้อย ที่เอาใจคนที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น รสชาติไม่หวานเลี่ยน การันตีไม่หวานแหลมแสบคอ  นมก็นมแท้ๆแน่นๆ จากนิวซีแลนด์ มี 2 ขนาดให้เลือก 





1.นมอัดเม็ดไทยชอง  milk tablet ขนาด 20 กรัมเป็นรูปซองขวด 1 ซองมี 15 เม็ด ขายปลีกซอง 12 บาท ฮัลโล ไม่แพงน้า รสชาติต้องได้ลอง เลือกคุณภาพ ประโยชน์ และ อร่อยด้วย คุ้มค่า

 

2.นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet ขนาด 27 กรัม ซองสี่เหลี่ยม ตกซองละ 18 บาท 
จะซื้อแบบกล่อง หรือ ซื้อแบบซองก็ได้ แบบกล่องซื้อไปเป็นของขวัญของใกเก๋ไก๋ ดูดีมีราคา เพราะแพคเกจเค้าน่ารักเว่อร์ 
 


นมอัดเม็ด milk tabletเป็นขนมทีมีประโยชน์นะคะ ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletใช้นมแท้ๆ คุณภาพดีมาเป็นส่วนผสมหลักที่เข้มข้น ทำให้คนทานได้ แคลเซียมและวิตามินบี 2  ใครที่เน้นดูแลเรื่องกระดูกและฟัน และ ลดหวานเพื่อสุขภาพ แนะนำมากๆ กับนมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet

สั่งซื้อ คลิกเลย >>> https://lin.ee/sSGXFCK 
 

8
 ข้าว Low GI คนเป็นโรคเบาหวานควรทานข้าวกล้องโภชนาการสูง ข้าวอินทรีย์ ข้าวหอมทุ่งกุลาร้องไห้ แท้  100% 
ข้าวฮอร์   ข้าวกล้องเกษตรอินทรีย์หอมมะลิ ข้าวออร์แกนิคหอมมะลิสุรินทร์ 100%  ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษส่งทั่วไทย
  ข้าวกล้องหอมมะลิออแกนิค   ข้าวกล้องอินทรีย์หอมมะลิ  ข้าวออร์แกนิคหอมมะลิจังหวัดสุรินทร์ ข้าวหอมสุรินทร์ ข้าวหอมอินทรีย์ คัดพิเศษ 100%
“ข้าวฮอร์ ข้าวออร์แกนิกสุรินทร์”   ข้าวอินทรีย์หอมมะลิ เป็นผลิตผลจากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ด้วยการปลูกข้าวแบบปลอดสารพิษในทุกขั้นตอน ณ ดินแดนสุรินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดของประเทศไทย ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ เหมาะแก่การปลูกข้าวอินทรีย์คุณภาพสูง ประกอบกับกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมดิน การเตรียมพันธุ์ข้าว การหว่าน การดูแลแปลงนา และการเก็บเกี่ยว โดยครอบครัวชาวนาที่มีประสบการณ์และร่ำรวยความสุขจากการทำนาอินทรีย์แบบปลอดสารพิษ เพื่อให้เมล็ดข้าว  ข้าวอินทรีย์หอมมะลิ ที่ได้นั้น มีความหอม นุ่ม อร่อย ดีต่อสุขภาพและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบครัน การมีสุขภาพดี คือ ความสุขที่อยู่ใกล้ตัวเรา นอกจากตนเองแล้ว เราควรแบ่งปันความสุขให้กับคนที่เรารักด้วยข้าวหอมมะลิ   ข้าวกล้องหอมมะลิorganic ขัดสีไม่ขาวเพื่อคงคุณค่าและใยอาหาร มีกลิ่นหอม นุ่ม ตามเอกลักษณ์ของ ข้าวออร์แกนิคหอมมะลิสุรินทร์ 100%




 ข้าวหอมมะลิออแกนิค ได้รับมาตราฐานเกษตรอินทรีย์ -มีวิตามินและสารอาหารจากข้าวสูง -สะอาด..บริสุทธิ์..จากธรรมชาติ ทุกขั้นตอน"ข้าวอินทรีย์ (  ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์)" ที่ผ่านกระบวนการเพาะปลูก และบำรุงรักษาทุกขั้นตอน ด้วยวิถีของเกษตรอินทรีย์ -ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนการผลิต"เมล็ดพันธุ์" คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ แต่ละชนิด ด้วยความรัก ใส่ใจ ในรายละเอียดทุกเมล็ด -ด้วยกระบวนการปักดำ..อย่างพิถีพิถันจากธรรมชาติ"พื้นที่เพาะปลูก" ในจังหวัดสุรินทร์ - ทำการเพาะปลูก และควบคุมเองทุกขั้นตอน"แหล่งน้ำ"   ปลูกข้าวหอมมะลิออแกนิคอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติที่ตกตามฤดูกาล"ปุ๋ยที่ใช้" ไถกลบตอซังหลังเก็บเกี่ยวทุกครั้ง และปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน, -  ข้าวกล้องหอมมะลิออแกนิคใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ,ปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน"การกำจัดศัตรูพืช" ควบคุมด้วยระบบนิเวศน์หรือใส่สารสกัดจากพืชสมุนไพรแทนการฉีดสารฆ่าแมลง

 ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ เพื่อความมั่นใจถึงความเป็นข้าวออร์แกนิคที่แท้จริงของเรา
ข้าวฮอร์ (HOR) ได้รับมาตรฐาน
1. ใบรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ ( Organic Thailand)
2. ใบรับรองเครื่องหมาย "ข้าวพันธุ์แท้" จากกรมการข้าว จาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในประเภทของ
2.1 ข้าวขาวดอกมะลิ 105 (ข้าวขาว)
2.2 ข้าวขาวดอกมะลิ105 (ข้าวกล้อง)
2.3 ข้าวมะลินิลสุรินทร์

ข้าว Hor.Boutique ข้าวอินทรีย์สุรินทร์   ข้าวอินทรีย์หอมมะลิ 
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website :   ข้าวไรซ์เบอรี่สุขภาพ
Facebook : www.facebook.com/Hommali.Rice.Delivery/
Twitter : https://twitter.com/hor_boutique
IG : https://www.instagram.com/hor.boutique/
Line: @ Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ
1.ข้าวหอมสุรินทร์
2.ข้าวกล้องหอมสุรินทร์
3.ข้าวปกาอำปึลอินทรีย์ (#ข้าวพื้นถิ่นสุรินทร์)
4.ข้าวผสมห้าสายพันธุ์อินทรีย์
5.  ปลูกข้าวหอมมะลิแดงออแกนิค
6. ข้าวกล้องหอมมะลินิลออแกนิคคือ
7.  ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิค

ข้าว Hor พร้อมขายแล้วที่ Shopee & Lazada
https://shopee.co.th/hor.boutique
https://www.lazada.co.th/shop/horboutique/

#ข้าวหอมมะลิ #ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ #ข้าวหอมมะลิปลอดสาร #ข้าวหอมมะลิเพื่อสุขภาพ #ข้าวหอมมะลิออร์แกนิก #ข้าวหอมสุรินทร์ #ข้าวหอมมะลิออร์แกนิค
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

9
คำทำนายดวงชะตาระหว่างวันที่ 20 – 26 กันยายน 2564 โดย อ.ณัฐกฤตา นาควัชระ

ราศีมังกร (เกิดระหว่างวันที่ 16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

ค่อนข้างที่จะเป็นต่อคนอื่นๆอยู่หลายเรื่อง หยิบจับทำอะไรก็สำเร็จ สามารถที่จะทำเรื่องยากให้ดูง่ายขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ จัดการงานต่างๆที่ได้รับมอบหมายมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝีไม้ฝีมือโดดเด่นเป็นที่จับตา หัวไวเรียนรู้และเข้าใจอะไรๆได้เร็ว การทำงานเป็นหมู่คณะค่อนข้างราบรื่น การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเกี่ยวเนื่องด้วยตัวบุคคลหรือใดๆก็ตามจะพาคุณไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม เป็นจังหวะที่จะต่อยอดไอเดียหรือมิสิทธิ์ที่จะได้งานที่หมายมั่นปั้นมือไว้ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมของผู้ใหญ่ จะได้เทคนิคบางอย่างเพิ่มจากผู้มีประสบการณ์ที่คุณสามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นในแบบฉบับของตนได้เป็นอย่างดี ควรจัดระเบียบในเรื่องของข้อมูลเอกสารใหม่อย่าให้ใครมาตำหนิได้ ความใจกว้างที่ยอมรับฟังมุมมองความคิดของผู้อื่นนอกจากจะได้ใจคนและยังทำให้ทัศนะบางอย่างในทางลบของคุณเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ด้านการเงิน รายรับไม่เข้าเป้า สิ่งที่หวังยังไม่ได้มาง่ายๆ ค่อนข้างที่จะมือเติบไปนิด จะโลภมิได้เป็นอันขาดไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม ระวังของหายหรือถูกชักดาบเรื่องหนี้สิน โดนตุกติกผลประโยชน์

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ยังไม่มีเวลาที่จะพิจารณาใครทั้งๆที่มีผู้หวังดีพามาแนะนำให้รู้จักเยอะ ส่วนคนมีคู่ ระหองระแหงกันตลอด



ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

การงานคึกคักดี ได้ใช้ความรู้ความสามารถและทักษะหลายด้านให้ผู้อื่นได้เห็นเป็นประจักษ์ ฝีมือมีพัฒนาการที่ไต่ระดับจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีโอกาสได้ใช้ไหวพริบปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้การดำเนินงานได้เดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องหรือช่วยกู้หน้าให้กับผู้ใหญ่ การเข้าสังคมแม้ว่าจะมิได้เป็นไปโดยสมัครใจแต่ก็จะได้อะไรมากกว่าที่คิด แต่ก็ต้องไม่กดดันตนเองมากเกินไปและมิควรรับคำท้าใครในตอนนี้ การทำอะไรโดยปราศาจากการวางแผนล่วงหน้าคงมิใช่เรื่องที่ดีนัก มิวายที่จะมีเรื่องที่ทำให้ต้องคิดมากหรือรู้สึกห่วงหน้าพะวงหลัง ในบางเรื่องอาจจะปล่อยให้สถานการณ์พาไปได้บ้าง ระวังจะติดกับดักความคิดของตนเองเข้าล่ะ ความกล้าได้กล้าเสียเป็นจุดอ่อนที่สำคัญอันดับต้นๆของคุณพึงระวังให้มากด้วย อย่าได้งัดข้อกับผู้ใดโดยไม่จำเป็นและมิควรแหกกฎหรือทำอะไรที่ล้ำเส้นเป็นอันขาด

ด้านการเงิน คล่องตัวพอสมควร มีโชคลาภเล็กๆ สถานการณ์บังคับให้ต้องรู้จักใช้รู้จักจ่ายมากขึ้น แต่ระวังจะหมดเปลืองไปกับความสงสารเห็นใจ จำเป็นต้องซื้อของบำรุงสุขภาพหรือเสียเงินเพื่อปรับลุกซ์ตนเอง

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ยังไม่เปิดใจรับใครเข้ามาถึงแม้ว่าจะมีแวะเวียนมาขายขนมจีบกันมิได้ขาดก็ตาม ส่วนคนมีคู่ คุยกันดีๆได้ไม่นาน สะกิดแผลเก่าเมื่อไหร่เป็นได้เรื่อง



ราศีมีน ( เกิดระหว่างวันที่14 มีนาคม-12 เมษายน)

ต้องทำเป็นน้ำท่วมปากไว้ดีที่สุดไม่ว่าจะรับรู้เรื่องราวอะไรมา จะเจอคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงเอาเปรียบ พันธะสัญญาที่กินเวลาระยะยาวหรือสิ่งที่รับปากใครเอาไว้นั้นทำให้คุณต้องเสียโอกาสบางอย่างไปหรือจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเพื่อที่จะได้มา การสื่อสารที่ไม่เข้าใจทำให้ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ การเรียกใช้ข้อมูลบางอย่างมีความขัดข้อง แต่ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ยังคงมีมาเป็นระยะ สำหรับบางท่านอาจมีความอึดอัดใจกับบรรยากาศการทำงานอยู่บ้างแต่ก็ต้องทำใจด้วยสภาวะการแข่งขันที่สูงดังนั้นก็อย่าได้วู่วามเป็นอันขาด การที่มีความคิดความอ่านที่ล้ำหน้ากว่าผู้อื่นทำให้ต้องเหนื่อยกับที่จะอธิบายขยายความหรือการที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆเป็นการเพิ่มความท้าทายให้ตนเอง การติดต่อประสานงานไม่ราบรื่น ถูกเลื่อนนัดแบบกะทันหัน

ด้านการเงิน มีให้ใช้ไม่ขาดมือแต่เป็นในลักษณะของรับซ้ายจ่ายขวาซะมากกว่า แต่ยังดีที่ยังไม่ต้องควักเนื้อ มีลาภปากหรือได้ของฝากจากต่างถิ่นต่างแดน มีเหตุให้ต้องเสียตังค์เกี่ยวกับเรื่องของรถราบ้านช่อง

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด รักง่ายหน่ายเร็ว ยังไม่เจอใครที่อยากจะสร้างครอบครัวด้วย ส่วนคนมีคู่ ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน งานยุ่ง แต่ถ้าเข้าใจกันดีก็แล้วไป



ราศีเมษ (เกิดระหว่างวันที่13 เมษายน- 13 พฤษภาคม)

เน้นหนักไปที่เรื่องของการสื่อสารเป็นสำคัญ ควรต้องมีความชัดเจนและแม่นยำในข้อมูลและต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หากเกิดความฉุกละหุกก็ต้องกล้าตัดสินใจและรับผิดชอบในผลที่จะตามมาด้วย ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเกื้อกูลกันมายังคงให้การสนับสนุนอยู่เป็นระยะ จะมีงานเข้ามาให้ทำตรึมจึงต้องจัดสรรเวลาและเคลียร์คิวให้ดี ด้วยบุคลิกและคุณลักษณะบางอย่างที่มีติดตัวทำให้มีคนพร้อมที่จะเชื่อฟังและทำตามอย่างที่คุณบอกหรือแนะนำอยู่แล้วทำให้ในจุดๆนี้คุณค่อนข้างที่จะเป็นต่อ เป็นช่วงที่ต้องการความคล่องตัวมากเป็นพิเศษ เงื่อนไขข้อตกลงต่างๆควรต้องให้เป็นกิจลักษณะไว้อย่าให้ต้องมีปัญหาต่อกันในภายหลังจะดีกว่า ระวังการทำอะไรที่ต้องใช้ชื่อเสียงเป็น.ด้วยล่ะ มีเหตุให้ต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยหรือออกรับหน้าแทนคนอื่น ชีพจรลงเท้า

ด้านการเงิน รับมาจ่ายไป เกลี้ยงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว ระวังความหน้าใหญ่ของตัวเองไว้ด้วย อย่าปล่อยให้ต้องเสียไปกับเรื่องที่ไม่ควรเสีย ซื้อของแพงเพียงเพื่อจะรักษาหน้าตาทางสังคมจึงทำให้ต้องถูกค้ากำไรเกินควร

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ทำได้เพียงแค่แอบปลื้มใครบางคนอยู่ห่างๆ ส่วนคนมีคู่ ยังไม่ค่อยจะชื่นมื่นกันนัก เรื่องที่เคลียร์ไม่ได้ก็ต้องพยายามปล่อยวาง



ราศีพฤษภ (เกิดระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

เครื่องกำลังร้อนไฟกำลังแรง แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะบรรลุความสำเร็จได้โดยง่ายเนื่องจากจังหวะเวลาและองค์ประกอบอื่นที่ไม่เหมาะเจาะพอดิบพอดีกัน เป็นช่วงที่อาจจะต้องได้อย่างเสียอย่าง จำต้องใจเย็นมากกว่าที่เคย เข้าใจความเป็นไปของสถานการณ์ให้ลึกซึ้ง มีแนวโน้มว่าสิ่งที่หลุดมือไปจะคืนกลับมาหลังจากที่คุณได้พิสูจน์ความสามารถตนเองเรียบร้อยแล้ว ควรใช้ข้อได้เปรียบที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองกับบางเรื่องซะใหม่จะได้ทำงานได้อย่างมีความสุขและสนุกยิ่งขึ้น ผู้ใหญ่จะขอแรงให้ช่วยในภารกิจบางอย่าง แต่คงต้องเผื่อใจสำหรับบางสิ่งที่คาดหวังไว้ด้วย เรื่องพลิกล็อคเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งการกระทำและคำพูดควรเป็นไปอย่างมีศิลปะ อีโก้จัดเกินไปใช่ว่าจะดี จะมีโอกาสได้โชว์ศักยภาพในการจัดการกับปัญหาหรือแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าบางอย่าง

ด้านการเงิน รับทรัพย์ มีเงินเข้าเป็นกอบเป็นกำ มีเงินโปะหนี้ แต่ไปไหนมาไหนมิควรพกทรัพย์สินไปเยอะระวังจะถูกขโมย เจอสินค้าปลอมมาหลอกขายหรือบางทีก็จะเสียท่าคนกันเอง

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ความรักสดใส เจอคนที่รสนิยมเข้ากันได้ดี ส่วนคนมีคู่ มีเซอร์ไพร้ซ์เล็กๆ โรแมนติกซะ



ราศีเมถุน (เกิดระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ต้องทำบางสิ่งบางอย่างที่ฝืนความรู้สึก ระวังความคิดที่เข้าข้างตนเองจนมากเกินไป ทัศนคติในเชิงลบส่งผลให้การตัดสินใจผิดพลาด อย่าพึ่งพาอุปกรณ์ไฮเทคให้มากนักเพราะหากเครื่องเกิดรวนขึ้นมาก็จะยุ่งกันใหญ่ ควรที่จะต้องรู้จริงในสิ่งที่ต้องทำ บางทีอาจจะต้องร่วมงานกับคนที่เคยมีปัญหาต่อกันถือว่าเป็นอีกบททดสอบหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องผ่านไปให้ได้และมิควรที่จะด่วนสรุปเร็วไปหรือใช้บรรทัดฐานตนเที่ยวไปตัดสินคนอื่น วาจาบางคำทำให้มิตรภาพต้องสั่นคลอน มีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปตามคาดเนื่องจากปัจจัยบางประการที่มิอาจควบคุมได้ ต้องพลิกแพลงไปตามความจำเป็น แต่ละสถานการณ์ก็มีทางออกที่ต่างกันไป ต้องครองสติให้มั่นไว้เพื่อรับมือกับทุกๆเรื่องที่ต้องเจอ อย่าหวังที่จะยืมจมูกคนอื่นหายใจ หากพบความผิดปกติใดๆก็มิควรที่จะชะล่าใจ

ด้านการเงิน มีสเถียรภาพ หยิบจับอะไรให้เป็นเงินเป็นทอง ทำมาค้าขึ้น มีโชคลาภ แต่การทำสัญญาต้องระวัง มิสิทธิ์ที่จะถูกเบียดเบียน จะสงเคราะห์ใครควรที่จะต้องมีลิมิตด้วยล่ะ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด เจอเพียงคนที่เข้าตาแต่ยังไม่โดนใจ ส่วนคนมีคู่ อยู่ใกล้กันทีไรเป็นต้องมีเรื่อง อยู่ห่างๆกันบ้างแหละดี



ราศีกรกฎ (เกิดระหว่างวันที่15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

ภายนอกดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่น่าห่วงแต่ในความเป็นจริงแล้วดูท่าว่าคงไม่ดีเท่าไหร่ มีเรื่องชวนให้ต้องกังวลอยู่มิใช่น้อยแต่ก็นับว่าโชคยังเข้าข้างที่ได้ที่ปรึกษาดีรวมทั้งผู้หนุนหลังก็ค่อนข้างที่จะมีพาวเวอร์พอสมควร หากแต่ยังมิอาจวางใจในสถาการณ์ได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นช่วงที่ต้องทำในสิ่งที่มิได้ต้องการหรือต้องจำใจเข้าสังคมด้วยเหตุจำเป็นบางประการ มิตรภาพจะแฝงมาด้วยเรื่องของผลประโยชน์ สิ่งสำคัญคืออย่าทำอะไรให้ต้องยุ่งยากมากกว่าที่เป็นอยู่ก็พอ ถ้าพบเจออะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือผิดไปจากที่ตกลงกันไว้ก็อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตามหาความกระจ่าง การที่ได้ทำอะไรที่ต่างออกไปหรือไม่ซ้ำรูปแบบเดิมบ้างก็น่าจะเป็นผลดีกับตัวคุณเองไม่มากก็น้อย เป็นช่วงที่จะถูกหันเหความสนใจจากสิ่งที่ทำอยู่ได้ง่ายๆซึ่งก็มีสาเหตุก็มาจากสภาพแวดล้อมนั่นเอง

ด้านการเงิน เงินก้อนที่รับมากควรต้องบริหารจัดการให้ดี อย่าปล่อยให้ละลายไปเร็วนัก นึกถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นของสิ่งที่จะซื้อด้วย ระวังโดนความโลภครอบงำโดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนและการเสี่ยงโชค

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด รู้สึกว่าจะกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเบาๆเมื่อได้เจอคนที่ตรงสเปกนี่ขนาดว่ายังไม่เปิดใจเต็มที่นะ ส่วนคนมีคู่ มีเหตุให้ต้องปะทะวาจากันจนได้แม้ว่าพยายามที่จะหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม



ราศีสิงห์ (เกิดระหว่างวันที่17 สิงหาคม-16 กันยายน)

ด้วยหน้าที่การงานทำให้ได้พบเจอกับผู้คนมากมายหลายแบบและรวมถึงการที่ต้องทำงานกับบุคคลที่ต่างเจนเนอเรชั่นกันก็เป็นอะไรที่ท้าทายและสนุกไปอีกแบบ เป็นช่วงเวลาที่จะได้แชร์ประสบการณ์ต่างๆซึ่งกันและกัน มีโอกาสได้ค้นพบมุมมองใหม่บางอย่าง แต่ต้องระวังการทำอะไรที่เกินกว่าบทบาทหน้าที่ด้วยล่ะ สำหรับบางเรื่องหรือปัญหาบางอย่างจำเป็นที่จะต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก ด้วยความเนี้ยบของคุณอาจจะเผลอไปกดดันคนอื่นเข้าโดยไม่รู้ตัว จะได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจนคุณไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่คงต้องปรึกษาผู้ใหญ่อีกทีก่อนที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ จะมีกรณีศึกษาใหม่ๆเข้ามาให้ได้ขบคิดพิจารณาหาทางออกไม่ว่าจะเกี่ยวกับตนเองโดยตรงหรือเป็นเรื่องของผู้อื่นก็ตาม มีพาวเวอร์ในการเจรจา จะมีอะไรให้ได้ซ้อมมืออยู่เรื่อยๆ

ด้านการเงิน สภาพคล่องยังดีอยู่ รายได้ส่วนใหญ่มาจากน้ำพักน้ำแรง แต่รายจ่ายจิปาถะก็เยอะพอดู ระวังหลงกลโฆษณาชวนเชื่อทำให้ต้องเสียเงินไปฟรีๆ ส่วนหนี้สินที่หมั่นติดตามทวงถามก็จะได้กลับคืนมา

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด จะได้พบคนที่ถูกใจจากการเดินทางหรือการแนะนำของผู้ใหญ่ ปิ๊งตั้งแต่แรกเห็นเลยก็ว่าได้ ส่วนคนมีคู่ ต่างคนก็ต่างมีหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ก็ยังติดตามถามทุกข์สุขกันตลอด



ราศีกันย์ ( เกิดระหว่างวันที่17 กันยายน-16 ตุลาคม)

มีเรื่องให้ต้องหัวหมุนได้ตลอด ประสบปัญหาได้ไม่จบไม่สิ้น ข้อตกลงหรือบทสรุปที่ได้ไม่เป็นไปตามความประสงค์ แต่ละสิ่งที่ต้องทำล้วนเป็นเหมือนไฟลท์บังคับแทบทั้งสิ้นต้องกลายเป็นผู้เสียสละไปโดยปริยายทั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญซึ่งก็ควรที่จะต้องเซฟตัวเองด้วย มิควรทำการแบบเหมือนไม่มีอะไรจะเสีย นอกจากจะต้องประเมินสถานการณ์แล้วก็ควรที่จะต้องประมาณกำลังตนด้วย อย่าได้คิดที่จะโชว์เหนือจนกลายเป็นความประมาทไปซะล่ะ ความกระตือรือร้นที่ไม่ค่อยจะพอดีเป็นเหตุให้ถูกมองติดลบได้ง่ายๆ การเจรจาต่อรองค่อนข้างที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบจึงควรยกหน้าที่ให้กับมืออาชีพโดยตรงจะดีกว่า ใส่ใจกับทุกๆเรื่องที่ทำให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลีกเลี่ยงการโต้แย้งที่ไม่สร้างสรรค์ ระวังปัญหาสุขภาพ

ด้านการเงิน คล่องตัวดี มีรายได้เสริม พบช่องทางหาเงินเพิ่มจากการแนะนำของเพื่อนฝูงหรือผู้ใหญ่ แต่ก็ต้องคุมรายจ่ายให้ดี ใช้เพลินนักไม่ได้ เรื่องโชคลาภก็ได้แค่ลุ้น ควรเช็กคุณภาพของก่อนที่จะจ่าย

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด ยังหาพื้นที่สำหรับปลูกต้นรักไม่เจอ ส่วนคนมีคู่ ดูเหมือนว่าจะห่างเหินกันไปสักหน่อยอาจจะเป็นเพราะภาระหน้าที่ มิใช่ว่าหมดโปรแล้วหรอกนะ อย่าคิดมาก



ราศีตุลย์ (เกิดระหว่างวันที่17 ตุลาคม- 15 พฤศจิกายน)

ไม่สามารถที่จะรวบตึงไว้ซะทุกสิ่งอย่างได้ ยังไม่มีอำนาจมากพอที่จะจัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเจอคำพูดที่ไม่เข้าหูทำให้ออกอาการหงุดหงิดอยู่พอสมควร ต้องผจญกับปัญหาร้อยแปดพันเก้า มีเรื่องให้ได้แก้ไขที่หน้างานตลอด บางทียิ่งรีบก็เหมือนว่าจะยิ่งช้า การปรับเปลี่ยนอะไรโดยพลการจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเป็นสาเหตุให้กินใจกันไปอีกนานทางที่ดีควรปรึกษาหารือหรือพูดคุยกันให้เข้าใจก่อนอย่าคิดว่าเป็นเสียเวลาเลย แนวคิดที่สุดโต่งของคุณเป็นอะไรที่ผู้อื่นเข้าถึงได้ยากแต่หากต้องการแนวร่วมก็ต้องพยายามอธิบายหน่อย ที่สำคัญก็คืออย่าบังคับใจใครให้ต้องทำตามใจคุณ มีเววว่าจะต้องได้เปลี่ยนแผนแบบกะทันหัน บางท่านอาจจะถูกเช็คบิลย้อนหลังดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเรื่องอันใดควรที่จะต้องตระหนักในเรื่องของความโปร่งใสและความถูกต้องสามารถตรวจสอบได้ด้วย

ด้านการเงิน ส่วนมากเป็นเงินหมุนซะมากกว่า มีเข้ามาแต่ก็จะอยู่ในมือได้ไม่นานมีอันต้องจรลีไป ระวังทรัพย์สินสูญหายหรือข้าวของชำรุด บริวารไม่ซื่อสัตย์เห็นแก่เล็กแก่น้อย ไว้ใจทางวางใจคนจะจนใจเองนะ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด อย่าเพิ่งรีบร้อน คนที่เข้ามาดูเหมือนว่าจะมีอะไรที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ ส่วนคนมีคู่ มีเรื่องให้ต้องขุ่นเคืองใจกันอยู่เรื่อย ระวังวาจาในลักษณะกระทบกระเทียบหรือทำนองเปรียบเทียบด้วยล่ะ



ราศีพิจิก (เกิดระหว่างวันที่16 พฤศจิกายน- 15 ธันวาคม)

ตรรกะส่วนตัวบางอย่าจำเป็นต้องพับเก็บเข้ากระเป๋าไว้ก่อน ต้องมองในภาพรวมให้มากขึ้น ในบางเรื่องก็มิสามารถตักเตือนกันตรงๆได้โดยเฉพาะกับคนที่ค่อนข้างจะเซ้นซิทีฟหรือเข้าใจอะไรได้ยากซึ่งก็จะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ที่สำคัญอย่าได้สำคัญตนผิดด้วยล่ะ จะถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องเร่งๆรีบๆ บางทีก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับสภาวการณ์ที่เผชิญอยู่ มิอาจควบคุมทกสิ่งให้ไปอย่างใจได้ พยายามโฟกัสให้ถูกที่ถูกทางไว้ก็แล้วกัน บางท่านก็มีสิทธิ์ที่จะติดร่างแหหรือถูกลูกหลงเหตุเพราะไม่ดูตาม้าตาเรือให้ดีทำให้ต้องเดือดร้อนในการเข้าชี้แจงแถลงไขกับผู้ใหญ่ จะมีบางภารกิจที่ไม่อาจดำเนินการโดยเปิดเผยได้ ต้องเสาะหาข้อมูลในเชิงลึกซึ่งก็คงต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ ระวังจะพึ่งพาคนผิดจนทำให้ต้องเสียไปทั้งกระบวน มิควรคาดหวังกับผลลัพธ์สูงจนเกินไป

ด้านการเงิน มีรายรับหลายทาง มีโชคลาภ แต่ต้องจัดสมดุลให้ดีๆ อย่าฟุ่มเฟือย และหาเรื่องให้ต้องเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เก็บสำรองเป็นทุนไว้บ้าง แต่อาจจะต้องเสียเงินเพื่อซื้อความสบายใจ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด มีตัวเลือกเยอะ แต่ถ้ามัวแต่กั๊กไม่ยอมเลือก มีหวังหายหน้าไปหมดแน่ ส่วนคนมีคู่ ไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่ถ้าลดราวาศอกให้กันมั่งก็ดี



ราศีธนู (เกิดระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม- 15 มกราคม)

อย่ามัวแต่รอกำลังเสริม อะไรที่สามารถจัดการเองได้ให้ลงมือไปก่อนถึงเวลาจะมีคนเข้ามาช่วยเองนั่นแหละ ระวังความคิดที่วกวนเหมือนกับพายเรือในอ่าง ควรมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด ปฏิบัติภารกิจด้วยความมั่นใจ มีความมุ่งมั่นและแยบยลในการผจญอุปสรรคปัญหา การเจรจาพาทีต้องมีวาทศิลป์หน่อย ช่วงต้นสัปดาห์คงจะต้องลงทุนลงแรงมากหน่อยแต่สถานการณ์จะค่อยๆขยับดีขึ้น จำเป็นที่จะต้องเข้าไปสนับสนุนหรือช่วยผลักดันโครงการบางอย่างจากการขอร้องของผู้ที่สนิทสนมคุ้นเคย จะมีเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ค่อยปลื้มคุณนักและส่งผลกระทบถึงหน้าที่การงานอีกต่างหากดังนั้นจะต้องรอบคอบและระมัดระวังมากขึ้นเป็นเท่าตัว บางท่านอาจจะถูกโยกย้ายหรือต้องไปคุมงานต่างถิ่นต่างที่แบบกะทันหัน เป็นช่วงที่ต้องพลาดหวังหรือฟาวล์บ่อยต้องพยายามทำใจร่มๆไว้ ปรับฮวงจุ้ยโต๊ะทำงานหน่อยก็ดี

ด้านการเงิน คล่องตัวขึ้น มีเงินหมุนในมือมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังคงต้องคุมรายจ่ายมิให้โอเวอร์เกินความจำเป็น ระวังถูกหลอกล่อด้วยผลประโยชน์และการทำสัญญาต่างๆที่จะถูกเอาเปรียบ

ส่วนเรื่องความรัก คนโสด รู้สึกหวั่นไหวใจสั่นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่เมื่อเจอคนที่โดนใจ ส่วนคนมีคู่ ขัดคอกันอยู่เรื่อย แต่ก็รู้ทางกันดีเลยไม่บานปลาย

10

ไอคอนสยาม จัดงาน “SIAM Smile Market” งานออกร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาย่อมเยาว์ โดยได้ร่วมกับผู้ประกอบการร้านค้านำสินค้าแบรนด์ดัง อาทิ เครื่องสำอาง, เครื่องหนัง, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, รองเท้า, เครื่องใช้ภายในบ้าน, ชุดเครื่องนอน, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก, สินค้าสปาความงาม, หน้ากากอนามัย, สเปรย์แอลกอฮอล์ และสินค้าอีกมากมาย จำนวนกว่า 1,500 รายการ มาจัดจำหน่ายให้กับประชาชนราคาลดพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้า และประชาชนทั่วไปได้มาจับจ่ายสินค้าคุณภาพในราคาลดพิเศษสุด ทั้งยังบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ช่วยลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมคืนความสุขให้กับประชาชนคนไทยทุกคนที่กำลังก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ ให้กลับมามีรอยยิ้มด้วยกันได้อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นด้วย




นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 25 กันยายน – 4 ตุลาคม 2564 ไอคอนสยามยังได้เปิดพื้นที่ลานเมือง 1 เมืองสุขสยาม ชั้น G ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าจากชุมชนใกล้เคียงย่านคลองสานและธนบุรี มาเปิดบูธขายสินค้าของดีของดังย่านฝั่นธนฯ อาทิ ขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมถ้วยสูตรชาววัง หมูกระจก น้ำพริกกากหมู กล้วยฉาบ เผือกฉาบ น้ำอ้อยเกล็ดหิมะ น้ำสมุนไพร น้ำผักผลไม้เพื่อสุขภาพ ขนมขบเคี้ยว ขนมจีบต้ม ซาลาเปา กรือโป๊ะ แคปกุ้ง แคปปลา และสินค้าอุปโภคขึ้นชื่อ อาทิ บ้านเรือนไทยจำลอง รองเท้าทำมือ เครื่องประดับทำมือ น้ำมันนวดสมุนไพรไทย เสื้อผ้าผ้าไทย กระเป๋าผ้าไทย เพื่อให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคได้โดยตรง และเพื่อช่วยลดผลกระทบและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย



ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยมาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีราคาพิเศษ ภายในงาน “SIAM Smile Market” ได้ระหว่างวันนี้ – 30 กันยายน 2564 ณ บริเวณเจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร ภายใต้มาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัยในทุกมิติอย่างสูงสุด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 1338

11


การแข่งขันเทนนิสชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รายการ 'เดวิส คัพ บาย ราคูเท็น 2021' เวิลด์กรุ๊ป 2 รอบแรก ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติเดนมาร์ก ที่ซิดแบงก์ อารีน่า เมืองคอเลง ประเทศเดนมาร์ก เมื่อคืนวันที่ 18 ก.ย. เป็นวันสุดท้าย มีแข่งขันจำนวน 3 คู่ โดยผลวันแรก ไทยตามเดนมาร์ก 0-2 คู่

เริ่มด้วยประเภทคู่ 'จูเนียร์' วิชยา ตรงเจริญชัยกุล และ 'เน็ต' พลภูมิ โควาพิทักษ์เทศ พบ เฟรเดริก นีลเซ่น และ เบนจามิน ฮันเนสตาด โดย เฟรเดริก นีลเซ่น มีผลงานแชมป์ชายคู่วิมเบิลดัน ปี 2012 รวมถึงล่าสุดใน ยูเอส โอเพ่น 2021 เข้าถึงรอบ 32 คู่สุดท้าย และผลการแข่งขันปรากฏว่า คู่ไทยสุดต้านการประสานงานที่ดีของคู่เดนมาร์ก ทำให้ปราชัย 0-2 เซต 3-6, 1-6

ประเภทเดี่ยวชนมือ ระหว่างมือ 1 วิชยา พบ ออกุสต์ โฮล์มเกรน ปรากฏว่า วิชยา พยายามสู้เต็มที่ โดยแมทช์นี้เสิร์ฟเอซได้ถึง 8 ลูก แต่สุดท้ายก็สู้คู่แข่งขันที่เล่นได้แน่นอนไม่ไหว พ่ายไป 0-2 เซต 4-6, 4-6 และคู่สุดท้าย ระหว่างมือ 2 'บูม' กษิดิศ สำเร็จ พบ โยฮันเนส อินกิลด์เซ่น ปรากฏว่า กษิดิศ พยายามเล่นตามมาตรฐานของตัวเอง และเอาชนะได้ 2-0 เซต 7-5 และ 6-3 เก็บแต้มแรกให้ทีมไทยได้สำเร็จ

สรุป ทีมไทย แพ้ ทีมเดนมาร์ก 1-4 คู่ ต้องไปแข่งขันในรอบเพลย์ออฟ เวิลด์กรุ๊ป 2 เพื่อรักษาสถานภาพในการคงอยู่เวิลด์กรุ๊ป 2 ต่อไป ซึ่งจะจัดการแข่งขันในปีหน้า ขณะที่ เดนมาร์ก ผ่านเข้ารอบสองต่อไป

'กัปตันเบิ้ม' ดร.ธนากร ศรีชาพันธุ์ กัปตันทีมเดวิสคัพไทย กล่าวว่า ทีมไทยได้มีโอกาสเล่นในเวิลด์กรุ๊ป 2 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงถ้าเทียบกับประเทศในแถบอาเซียน และทวีปเอเชีย เป็นการพบกันครั้งแรกจากประวัติเดวิสคัพของไทยกับเดนมาร์ก การเล่นในแต่ละแมทช์ โดยภาพรวมของนักกีฬาแต่ละคนเป็นที่น่าพอใจ ทุกคนทุ่มเท ตนเชื่อเรื่องนี้ เพราะว่าการที่ชนะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่การที่นักกีฬาจะแสดงความสามารถเพื่อชาติและทีมมีความสำคัญมาก

'การที่ไทยแพ้ไปก่อน 3 แต้ม แต่สำหรับ 2 แต้มที่เหลือ ผมในฐานะกัปตันทีมได้ส่งผู้เล่นคนเดิมลงเล่นใน 2 แต้มสุดท้าย ซึ่งเป็นความตั้งใจ และเป็นประวัติในการเล่นกับเดนมาร์กครั้งแรก และเราก็ได้สกอร์ 1 แต้มจากแต้มสุดท้ายในแต้มที่ 5 ที่ กษิดิศ สำเร็จ ทำได้ ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งแรกในเดวิสคัพของเขาด้วย ก็ถือว่าเป็นโอกาส เป็นประสบการณ์ และเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเขาด้วย' ดร.ธนากร กล่าว

กัปตันทีมเดวิสคัพไทย กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ทีมไทยต้องเตรียมความพร้อมในการไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ เวิลด์ กรุ๊ป 2 ซึ่งจะจัดการแข่งขันในปีหน้า โดยจะมีการจัดสายการแข่งขันอีกครั้ง ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะพบทีมอะไร ต้องติดตามว่า สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยฯ จะมีนโยบายแนวทางในการเตรียมทีมเดวิสคัพไทยสำหรับการเล่นในปีหน้าต่อไปอย่างไร

'ต้องขอบคุณสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยฯ ที่ให้โอกาสผมมาทำหน้าที่กัปตันทีมเดวิสคัพครั้งนี้ เพื่อดูแลในฐานะผู้นำ ขอบคุณนักกีฬา ทีมงานทุกคนที่อยู่ด้วยกันมาหลายวัน ทำงานเป็นทีมจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนเราก็มีหน้าที่ที่จะทำเพื่อทีมให้ดีที่สุด' กัปตันทีมเดวิสคัพไทย กล่าว

คณะเจ้าหน้าที่และนักเทนนิสทีมชาติไทย พันเอก วัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ผู้จัดการทีม, ดร.ธนากร ศรีชาพันธุ์ กัปตันทีม, พันตรี วิทยา สำเร็จ ผู้ฝึกสอน, สิบตำรวจตรี วีรภัทร สิริจริยาพร นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และนักกีฬา 'บูม' กษิดิศ สำเร็จ, 'แซค' ฐานทัพ สุขสำราญ เดินทางออกจากประเทศเดนมาร์ก วันที่ 19 ก.ย.2564 ด้วยสายการบินลุฟท์ฮันซ่า เที่ยวบิน LH837 ไปยังท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต เพื่อต่อเครื่องด้วยเที่ยวบิน LH772 มุ่งหน้ามายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย โดยมีกำหนดถึงเวลาประมาณ 06.25 น. ของวันที่ 20 ก.ย.2564 ขณะที่ วิชยา, พลภูมิ และ 'สอง' ยุทธนา เจริญผล ได้เดินทางไปแข่งขันเทนนิสอาชีพต่อไป

12

เปรียบเทียบเงื่อนไข โครงการที่เกี่ยวข้องกับ การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว ของธนาคารแห่งประเทศไทย กับ โครงการคลินิกแก้หนี้ สำหรับลูกหนี้รายย่อย แบบไหนจะดีกว่ากัน สรุปให้ที่นี่

ฐานเศรษฐกิจ เกาะติดโครงการ/มาตรการถูกกฎหมายเชื่อถือได้ ที่เกี่ยวข้องกับ การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว ซึ่งพบว่า มีทั้งโครงการการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายย่อย โดยวิธีการรวมหนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และโครงการคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกหนี้

แต่มีคำถามว่า โครงการของ ธปท. กับ คลินิกแก้หนี้ เมื่อเทียบข้อดีข้อเสียกันแล้ว โครงการใดดีกว่ากัน และมีความต่างกันอย่างไรบ้าง ดังนี้

 

การปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายย่อย โดยวิธีการรวมหนี้ ของ ธปท. 

ประเภทหนี้ที่เข้าร่วม

บัตรเครดิต 
สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน  
สินเชื่อเช่าซื้อ
สินเชื่อบ้าน 
ลักษณะของมาตรการ

รวมสินเชื่อทุกประเภท โดยใช้บ้านเป็นหลักประกัน (เฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินเดียวกัน)
ระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ

ตั้งแต่ 1 ก.ย. 63- 31 ธ.ค. 64
เทียบ รวมหนี้เป็นก้อนเดียว ของ ธปท. กับ คลินิกแก้หนี้ แบบไหนดีกว่ากัน
เทียบ รวมหนี้เป็นก้อนเดียว ของ ธปท. กับ คลินิกแก้หนี้ แบบไหนดีกว่ากัน


สถานะของสินเชื่อ

สินเชื่อบ้าน ไม่เป็น NPL
สินเชื่ออื่น ทั้งที่เป็นและไม่เป็น NPL 
อัตราดอกเบี้ย

สินเชื่อบ้าน ไม่เพิ่มขึ้นจากเดิม
สินเชื่อที่ปรับโครงสร้างหนี้ ไม่เกิน MRR
ระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้

ตามที่ผู้ให้บริการทางการเงินตกลงกับลูกหนี้
สามารถใช้วงเงิน บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ที่ยังไม่ได้ใช้ได้หรือไม่

ตามความสามารถในการชำระของลูกหนี้
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (เช่นค่าธรรมเนียม ค่าปรับ)

ต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนีมหรือค่าบริการอื่นใดโดยไม่จำเป็น
ต้องไม่เรียกเก็บเบี้ยปรับการชำระหนี้ก่อนกำหนด( Prepayment fee)
ประวัติข้อมูลเครดิต 

ไม่มีประวัติ
โครงการคลินิกแก้หนี้  

ประเภทหนี้ที่เข้าร่วม

บัตรเครดิต 
สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน  
ลักษณะของมาตรการ

รวมหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ของผู้ให้บริการทางการเงิน ที่เข้าร่วมโครงการไว้ในที่เดียว
ระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ

สมัครเข้าร่วมได้ตลอดเวลา 
สถานะของสินเชื่อ

เป็น NPL แล้วเท่านั้น
อัตราดอกเบี้ย

4 - 7% 
ระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้

ตามที่ผู้ให้บริการทางการเงินตกลงกับลูกหนี้
สามารถใช้วงเงิน บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ที่ยังไม่ได้ใช้ได้หรือไม่

ไม่ได้
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (เช่นค่าธรรมเนียม ค่าปรับ)

ต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนีมหรือค่าบริการอื่นใดโดยไม่จำเป็น
ต้องไม่เรียกเก็บเบี้ยปรับการชำระหนี้ก่อนกำหนด( Prepayment fee)
ประวัติข้อมูลเครดิต 

ไม่มีประวัติ
เทียบ รวมหนี้เป็นก้อนเดียว ของ ธปท. กับ คลินิกแก้หนี้ แบบไหนดีกว่ากัน
เทียบ รวมหนี้เป็นก้อนเดียว ของ ธปท. กับ คลินิกแก้หนี้ แบบไหนดีกว่ากัน

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย

13


"ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์" เผยได้รับอนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงาน ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมเดินหน้าเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 109.30 ล้านหุ้น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถูกกฎหมายเชื่อถือได้ตามแผนที่วางไว้ มุ่งมั่นเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจแบบครบวงจรที่มีคุณภาพดีที่สุด เพื่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน

นายบรรลือศักร โสรัจจกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจแบบครบวงจร เปิดเผยว่า จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการดำเนินงานธุรกิจของบริษัทฯ กว่า 20 ปี ที่มีความพร้อมทางด้านบุคลากร แหล่งเงินทุน และการเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมโดยรวม ส่งผลให้ TFM มีความสามารถในการเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจที่มีคุณภาพดี มีความสม่ำเสมอ มีประสิทธิผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ รวมถึงสามารถผลิตสินค้าที่หลากหลายและครอบคลุมการเพาะเลี้ยงตลอดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำในราคาที่แข่งขันได้

บริษัทฯ มีวิสัยทัศน์เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบครบวงจรที่มีคุณภาพดีที่สุดเพื่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นนำความเชี่ยวชาญ เทคนิคการผลิต และนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง เช่น การเป็นผู้บุกเบิกการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเพาะเลี้ยงปลากะพง เป็นต้น รวมถึงการคิดค้นสูตรการผลิตใหม่ๆ เช่น สูตรการผลิตอาหารสัตว์น้ำที่ลดปริมาณปลาป่นและน้ำมันปลา สูตรการผลิตอาหารปลาสลิดและอาหารปู เป็นต้น

ปัจจุบัน TFM มีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์สินค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ โปรฟีด (PROFEED) นานามิ (NANAMI) อีโก้ฟีด (EGOFEED) แอคควาฟีด (AQUAFEED) และดี-โกรว์ (D-GROW) เป็นต้น ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารกุ้ง โดย TFM เป็นหนึ่งในผู้นำในกลุ่มตลาดอาหารกุ้ง มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 17 ของปริมาณอาหารกุ้งในไทย (ปี 2563) (2) ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารปลา (รวมอาหารกบและอาหารปู) แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.อาหารปลาทะเล เช่น อาหารปลากะพงและปลาเก๋า 2.อาหารปลาน้ำจืด เช่น อาหารปลานิลและปลาดุก 3.อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน สำหรับการอนุบาลลูกปลา และ 4.อาหารกบ โดย TFM เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำกลุ่มตลาดอาหารปลากะพง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารปลาที่มีราคาจำหน่ายและอัตรากำไรค่อนข้างสูงกว่าอาหารปลาประเภทอื่นๆ โดยบริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดอาหารปลากะพงประมาณร้อยละ 24 ของปริมาณอาหารปลากะพงไทย (ปี 2563) และ (3) ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารสัตว์บก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.อาหารสุกร 2.อาหารสัตว์ปีก ได้แก่ อาหารไก่ อาหารเป็ด และอาหารนกกระทา โดยบริษัทฯ เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจอาหารสัตว์บกปลายปี 2561 และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นที่น่าพ่อใจ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโรงงานผลิตสินค้า 2 แห่ง คือ (1) โรงงานมหาชัย ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และ (2) โรงงานระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพและเหมาะแก่การประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์น้ำ เนื่องจากภาคกลางและภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีการเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญของประเทศ โดยทั้ง 2 โรงงานมีกำลังการผลิตรวม 273,000 ตันต่อปี (ณ 30 มิ.ย.64) แบ่งเป็นอาหารกุ้ง 153,000 ตันต่อปี อาหารปลา 90,000 ตันต่อปี และอาหารสัตว์บก 30,000 ตันต่อปี รวมถึงเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติที่มีระบบการควบคุมและสั่งงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สามารถติดตามข้อมูลในการผลิตระหว่างกระบวนการผลิตได้ทันที (Real time) ทั้งนี้ TFM มีกลุ่มลูกค้าหลัก คือ ร้านค้าจำหน่ายอาหารสัตว์ และฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์

สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,370.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,964.6 ล้านบาท มีปริมาณการขายเติบโตขึ้นเป็น 90,770 ตัน เติบโต 19.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากปริมาณการขายอาหารกุ้ง อาหารปลา และอาหารสัตว์บกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ TFM ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อมุ่งเน้นการทำการตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการมุ่งเน้นการทำตลาดปลาอื่นๆ ในประเทศ เพื่อทดแทนช่วงที่ปริมาณความต้องการบริโภคปลากะพงลดลง นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2564 ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในการผลิตและจำหน่ายอาหารปลาของ AMG-TFM ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TFM ถือหุ้นร้อยละ 51 และตั้งอยู่ในประเทศปากีสถาน ส่งผลให้ปริมาณการขายอาหารปลาในต่างประเทศเติบโตขึ้น ขณะที่ปริมาณการขายอาหารสัตว์บกมีแนวโน้มเติบโตจากกลุ่มลูกค้าเดิมและการจัดหาลูกค้ารายใหม่ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า

นายพิเชษฐ สิทธิอํานวย กรรมการผู้อํานวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จํากัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หลังจากที่ บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (แบบไฟลิ่ง) และแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม เพื่อเสนอขายหุ้น IPO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 500.0 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 2 บาท โดยเป็นทุนชำระแล้วทั้งสิ้นจำนวน 820 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 410.0 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 109.30 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน 90.0 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) จำนวน 19.3 ล้านหุ้น รวมทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 21.9 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ขยายธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในอินโดนีเซีย ชำระคืนเงินกู้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในอนาคต

“หลังจาก ก.ล.ต.อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขายหุ้น IPO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จํากัด (มหาชน) และ TFM อยู่ระหว่างการพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเสนอขายหุ้นไอพีโอดังกล่าว เชื่อว่าด้วยพื้นฐานและประสบการณ์การดำเนินธุรกิจมากว่า 20 ปี ในการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจและผู้นำในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของคนไทย โดยใช้นวัตกรรมความเชี่ยวชาญมาต่อยอดสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตให้แก่ธุรกิจ จึงมั่นใจว่าการเสนอขายหุ้นไอพีโอของ TFM จะได้รับการตอบที่ดีจากนักลงทุน” นายพิเชษฐ กล่าว

14


ผลสำรวจพบนักลงทุนกว่าครึ่งเลือกลงทุนในคริปโต นำโดยนักลงทุนยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียนั้นมีอัตราการยอมรับสูงสุด และผู้ตอบแบบสำรวจ 44% เชื่อว่า ตลาดเงินตราดิจิตอลจะยังคงเติบโตต่อไปอีกหลายปี ขณะที่คริปโตยอดนิยมยังคงเป็นบิตคอยน์ ตามด้วยอีเธอเรียมและไลต์คอยน์

การสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยฟิเดลลิตี้ ดิจิตอล แอสเส็ตส์ ผู้ให้บริการทางการเงินที่มุ่งเน้นสินทรัพย์ดิจิตอล พบว่า นักลงทุนที่ตอบแบบสำรวจ 52% หันมาลงทุนซื้อหวยออนไลน์ถูกกฎหมายในคริปโตเคอร์เรนซีในปีนี้ นำโดยนักลงทุนยุโรปและเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุน 44% ยังประกาศว่า สถานการณ์ในตลาดเมื่อปีที่แล้วเพิ่มแนวโน้มในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอล และยังเชื่อว่า ตลาดคริปโตจะยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็วไปอีกหลายปี

การสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงเดือนเมษายนปีนี้ โดยสอบถามความคิดเห็นทางออนไลน์และโทรศัพท์ครอบคลุมบุคลากรมืออาชีพ 1,100 คนที่เป็นตัวแทนของมหาเศรษฐีและนักลงทุนประเภทสถาบันในยุโรป อเมริกา และเอเชีย

สำหรับในยุโรปนั้น นักลงทุนที่ขยับขยายไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 45% ในปี 2020 เป็น 56% ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้น 11%

ปีนี้ยังเป็นปีที่สองติดต่อกันที่นักลงทุนยุโรปแสดงความกระตือรือร้นในสินทรัพย์ดิจิตอลมากกว่านักลงทุนอเมริกัน โดยการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลในอเมริกาขยับขึ้นแค่ 6% จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 33% ขณะที่เอเชียมีอัตราการยอมรับสูงสุด กล่าวคือมีนักลงทุนถึง 71% ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลในขณะนี้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนอเมริกัน 18% บอกว่า ซื้อหรือลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนในปีนี้ เทียบกับแค่ 8% ในปีที่ผ่านมา

ด้านนักลงทุนยุโรปเลือกซื้อสินทรัพย์ดิจิตอลโดยตรงมากกว่า โดย 41% บอกว่า ลงทุนในรูปแบบนี้ หรือเพิ่มขึ้นจาก 29% ในปี 2020 และแบ่งไปลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 29%

ในเอเชียนั้น นักลงทุน 52% ซื้อสินทรัพย์ดิจิตอลโดยตรง และ 39% ซื้อผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุน

ฟิเดลลิตี้ ดิจิตอล แอสเส็ตส์ระบุว่า ดูเหมือนนักลงทุนในอเมริกาล้าหลังนักลงทุนยุโรปและเอเชียในแง่การลงทุนโดยตรง กล่าวคือมีแค่ 21% ที่ถือครองบิตคอยน์ เทียบกับ 46% และ 45% ในยุโรปและเอเชียตามลำดับ

รายงานระบุว่า แนวโน้มนี้ซึ่งจะยังคงดำเนินต่อไปนั้นส่วนหนึ่งเนื่องจากมีผลิตภัณฑ์การลงทุนภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐที่ให้การเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิตอลเพิ่มขึ้นในตลาดยุโรป ซึ่งนำเสนอโครงสร้างที่คุ้นเคยสำหรับนักลงทุนรายย่อย และยังอาจช่วยสร้างความไว้วางใจในหมู่นักลงทุนประเภทสถาบันไปพร้อมกัน


นอกจากนั้นนักลงทุนยุโรปยังมีแนวโน้มถือครองสินทรัพย์ทางเลือกมากกว่านักลงทุนอเมริกันที่เลือกลงทุนในหุ้นและพันธบัตรเป็นหลักในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

การสำรวจยังพบว่า บิตคอยน์ (BTC) ยังคงเป็นคริปโตเบอร์หนึ่งในทั้งสามภูมิภาค โดยอยู่ในการครอบครองของนักลงทุนอเมริกัน 21%, ยุโรป 46% และเอเชีย 45%

อันดับสองคือ อีเธอเรียม (ETH) ที่นักลงทุนอเมริกัน 10% ถือครอง, 27% สำหรับยุโรป และ 22% ในเอเชีย ตามด้วยไลต์คอยน์ (LTC) ที่ดึงดูดนักลงทุนอเมริกัน 6%, ยุโรป 15% และเอเชีย 14%

เป็นที่น่าสังเกตว่า นักลงทุนอเมริกันถือครองบิตคอยน์เพิ่มขึ้นแค่ 2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ขณะที่ในยุโรป บิตคอยน์และอีเธอเรียมเป็นสองสกุลที่ขับเคลื่อนการยอมรับมากที่สุด โดยบิตคอยน์นั้นได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น 13% จาก 33% ในปี 2020 และอีเธอเรียมได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจาก 13% ในปีที่ผ่านมา

15
นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet  ชอบหวานน้อย นมเน้นๆ มีแคลเซียม ต้องลอง นมอัดเม็ด milk tablet หลายเจ้าในตลาดมากมาย แต่ทำไมนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletแจ้งเกิดเป็นนมอัดเม็ดดาวรุ่งพุ่งแรง เพราะ ความนัวนม ย้ำว่านัวนมๆจริง และรสชาติหวานน้อย ที่เอาใจคนที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น รสชาติไม่หวานเลี่ยน การันตีไม่หวานแหลมแสบคอ  นมก็นมแท้ๆแน่นๆ จากนิวซีแลนด์ มี 2 ขนาดให้เลือก 





1.นมอัดเม็ดไทยชอง  milk tablet ขนาด 20 กรัมเป็นรูปซองขวด 1 ซองมี 15 เม็ด ขายปลีกซอง 12 บาท ฮัลโล ไม่แพงน้า รสชาติต้องได้ลอง เลือกคุณภาพ ประโยชน์ และ อร่อยด้วย คุ้มค่า

 

2.นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet ขนาด 27 กรัม ซองสี่เหลี่ยม ตกซองละ 18 บาท 
จะซื้อแบบกล่อง หรือ ซื้อแบบซองก็ได้ แบบกล่องซื้อไปเป็นของขวัญของใกเก๋ไก๋ ดูดีมีราคา เพราะแพคเกจเค้าน่ารักเว่อร์ 
 


นมอัดเม็ด milk tabletเป็นขนมทีมีประโยชน์นะคะ ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletใช้นมแท้ๆ คุณภาพดีมาเป็นส่วนผสมหลักที่เข้มข้น ทำให้คนทานได้ แคลเซียมและวิตามินบี 2  ใครที่เน้นดูแลเรื่องกระดูกและฟัน และ ลดหวานเพื่อสุขภาพ แนะนำมากๆ กับนมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet

สั่งซื้อ คลิกเลย >>> https://lin.ee/sSGXFCK 
 

Pages: [1] 2 3 ... 17