Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Ailie662

Pages: [1] 2 3 ... 17
1


เบ็นคิว (ประเทศไทย) เขย่าตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ Interactive Flat Panel (IFP) หรือ จอแสดงภาพแบบทัชสกรีน ระบุสร้างสถิติใหม่ด้วยการขึ้นครองแชมป์อันดับที่ 1 ในประเทศไทย ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 เป็นครั้งแรก ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 24.9% พร้อมเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ด้วยการนำโซลูชั่นเพื่อการเรียนรู้แบบผสมผสานตอบสนองชีวิตวิถีใหม่ ทั้งกลุ่มสถาบันการศึกษา และกลุ่มองค์กรเอกชน

นายวัชรพงษ์ วงษ์มา รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ กล่าวว่าลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสถิติใหม่ให้กับ แบรนด์ BenQ ทำให้กลุ่มสินค้าประเภทจอกระดานอัจฉริยะ หรือ Interactive Flat Panel (IFP) ได้ขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ช่วงไตรมาสที่สองของประเทศไทยในปี 2021 นี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทาง เบ็นคิว ได้มีการปรับกลยุทธ์เชิงรุกโดยการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานจริงมากขึ้น พร้อมนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ออกแบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์มัลติมีเดียและระบบซอฟแวร์ต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้งานง่ายขึ้น ตลอดจนอำนวยความสะดวกต่อการเรียนการสอนและการใช้งานในห้องประชุม

       “จอกระดานอัจฉริยะ หรือ IFP ของ เบ็นคิว ได้เริ่มนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2016 จนถึงปัจจุบัน และเริ่มเติบโตแบบก้าวกระโดดจากอันดับที่ 10 สู่อันดับที่ 4 ในปี 2020 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 9.43% จากการใช้กลยุทธ์เจาะลึกเฉพาะกลุ่มตลาดการศึกษาเอกชน พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายกับพันธมิตรทางการค้าแบบเช่าซื้อและเช่าใช้ ส่งผลให้ในปี 2021 ช่วงไตรมาสแรก ขึ้นครองอันดับที่ 2 รับส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 18.30% และในส่วนของไตรมาสที่สอง ของปี 2021 นี้ จากการเปิดเผยข้อมูลของ Futuresource Consulting ระบุว่า จอ Interactive Flat Panel Display (IFPD) ของ เบ็นคิว ประเทศไทย มียอดจำหน่ายเป็นอันดับที่ 1 ซึ่งเรียกว่าเป็นการสร้างสถิติใหม่ให้กับแบรนด์ ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 24.9% เติบโตเพิ่มขึ้น 140% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้านี้” นายวัชรพงษ์ กล่าว



สำหรับกลยุทธ์ที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับแบรนด์สินค้าได้เติบโตในระยะยาว นายวัชรพงษ์ กล่าวเสริมว่า “ ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นการสร้างกำลังใจ และความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ พร้อมเป็นโอกาสให้ได้เติบโตต่อไป ซึ่งทาง เบ็นคิว เองพร้อมมุ่งมั่นพัฒนาในทุกด้าน เพื่อการตอกย้ำความเป็นเจ้าแรกในตลาดที่คิดค้นวิวัฒนาการใหม่ๆ ปัจจุบันจอ IFP ของ เบ็นคิว มีให้เลือกขนาดของหน้าจอมากที่สุด เริ่มตั้งแต่ 55 นิ้ว ไปจนถึง 98 นิ้ว โดยแต่ละซีรี่ย์จะมีออฟชั่นและจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น เซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณ ค่าฝุ่น PM 2.5, เซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ซาวด์บาร์ เป็นต้น แต่ในทุกรุ่นนั้นยังคงมีมาตรฐานเดียวกันในเรื่องของเทคโนโลยีในการป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากนิ้วมือหรือลายนิ้วมือบนหน้าจอ และความคมชัดระดับ 4K

“ขณะเดียวกัน ได้เตรียมพร้อมเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์เพื่อรองรับการเรียนการสอนแบบใหม่ 2 แบบด้วยกัน นั่นคือ 1. นำเสนอรูปแบบการเรียนของนักเรียนที่บ้านแบบ 100% โดยให้คุณครูทำการสอนผ่านจอ IFP ที่โรงเรียน โดยจอ IFP นั้น สามารถทำการบันทึกภาพและเสียงตลอดการสอนได้ทั้งหมด และนำไปอัพโหลดไว้บนคลาวด์ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดภาระของคุณครูผู้สอน ทำให้คุณครูสามารถมีเวลาเตรียมเนื้อหาในบทต่อไป และนักเรียนในชั้นเรียนถัดไปสามารถเข้าชมการเรียนการสอนนี้ได้ทันที หรือจะกลับมาทบทวนอีกครั้งก็ได้เช่นกัน 2. รูปแบบการเรียนการสอนแบบ 50:50 ที่ให้นักเรียนสลับและแบ่งกันเรียนที่โรงเรียนและบ้าน ครั้งละครึ่งหนึ่งของห้องเรียน เพื่อลดความแออัดในห้องเรียน แต่นักเรียนยังสามารถเรียนได้พร้อมกัน และนอกจากนี้ได้ขยายการเปิดรับสมัครตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ต่างจังหวัดในโซนภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน มากขึ้นในรูปแบบของการเช่าซื้อและเช่าใช้” นายวัชรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายวัชรพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่าการเติบโตได้ในช่วงยุคโควิด-19 ถือว่าประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่เกินคาด ทาง เบ็นคิว ได้มองไว้ว่านวัตกรรมเหล่านี้จะเป็นส่วนช่วยในการเรียนการสอนของประเทศไทยได้กว้างขึ้น ที่ไม่ใช่เพียงแค่โรงเรียนเอกชนเท่านั้น หวังว่าโรงเรียนรัฐบาลก็จะสามารถใช้รูปแบบการเรียนการสอนนี้ได้เช่นกัน เพื่อให้มีความเท่าเทียมกันในมาตรฐานการศึกษา.

2
ข้าวน้ำตาลต่ำข้าวโภชนาการสูงคุณภาพดีสำหรับคุณแม่ตั้งท้อง
 การตรวจสอบข้าวอินทรีย์  การทำนาข้าวอินทรีย์   คนทำนาข้าวอินทรีย์  'ข้าวออร์แกนิค' ดีต่อสุขภาพ

9 เหตุผลที่คุณแม่ตั้งครรภ์ …..ควรรับประทานข้าวกล้องออร์แกนิค ( ข้าวปลอดสารพิษสุรินทร์)
        การรับประทาน “#ข้าวกล้องออร์แกนิค หรือ  ข้าวอินทรีย์แฟร์เทรด  ” ส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์และสุขภาพคุณแม่มากมาย ถือเป็นหนึ่งในอาหารกลุ่มให้พลังงาน ข้าวกล้องเป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงยังคงไว้ด้วยคุณค่าสารอาหารมากกว่าขาวที่ถูกขัดสีแล้ว  เรามากันทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ควรกิน  “#ข้าวกล้องออร์แกนิค”  ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้




1.ข้าวมะลินิลอินทรีย์, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในเรื่องของอาการท้องผูกและมะเร็งลำไส้
2.  ข้าวกล้องหอมมะลินิลออแกนิก, ข้าวกล้องออร์แกนิคเมื่อรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันการเกิดปากนกกระจอก เนื่องจากมีวิตามินบี 2
3.   ข้าวหอมมะลิออแกนิคสำหรับทารก, ข้าวกล้องออร์แกนิคบรรเทาอาการอ่อนเพลีย อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ
4.  ข้าวกล้องหอมมะลิปลอดสารพิษ, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และเส้นผม
5.  ข้าวปะกาอำปึลออแกนิค, ข้าวกล้องออร์แกนิคมีธาตุเหล็กมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
6.  ข้าวกล้องปะกาอำปึลออแกนิค, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีเกลือแร่ และวิตามินรวมกันกว่า 20ชนิด ซึ่งช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
7. ข้าวผกาอำปึลorganic, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีโปรตีนมากกว่า 20-30% ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ
8.   ข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีแคลเซียมจำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับ ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และยังช่วยป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 90% ต้องเผชิญ
9.  ข้าวกล้องหอมมะลิแดงออแกนิค, ข้าวกล้องออร์แกนิกมีแป้งมีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน เนื่องจากได้รับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีผลทำให้สุขภาพจิตใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ดีขึ้น เพราะสุขภาพร่างกายแข็งแรง สดชื่น แจ่มใส

หลังจากรู้คุณค่าของ “ข้าวกล้องออร์แกนิค”  กันแล้ว อย่าลืมซื้อ “ข้าวกล้องออร์แกนิก”  มาทานกันนะคะ

ข้าว Hor.Boutique ข้าวไรซ์เบอรี่ หรือ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่   ข้าวอินทรีย์
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000
โทร. 092-8245655
website :   ข้าวหอมมะลิอินทรีย์
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ 7 ประเภทครับ
1.  ข้าวอินทรีย์หอมมะลิ
2.  ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์
3.  ข้าวหอมปะกาอำปึลอินทรีย์  ข้าวกล้องผกาอำปึลอินทรีย์(ข้าวพื้นถิ่นออแกนิกสุรินทร์) 4.  ข้าวผสมหลายสายพันธุ์จังหวัดสุรินทร์
5. ข้าวกล้องหอมมะลิแดงออแกนิคสำหรับทารก 6.  ข้าวกล้องอินทรีย์หอมมะลินิล
7. ข้าวไรซ์เบอรี่เพื่อสุขภาพ    ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิค

#ข้าวคนท้อง  #ข้าวสำหรับคนท้อง   #ข้าวคนตั้งครรภ์   #ข้าวสำหรับคนตั้งครรภ์  #คนท้องกินข้าวกล้อง  #คุณแม่ตั้งครรภ์
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

3


จุดดสำคัญสัปดาห์นี้ได้แก่การประชุม FED ทราบผลอย่างเป็นทางการเช้าวันที่ 23 ก.ย. สาเหตุที่ค่อนข้างสำคัญเนื่องจากจะมีการเปิดเผยทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ แนวโน้มดอกเบี้ยและถ้อยแถลงเกี่ยวกับวงเงิน QE รวมถึงมีผลต่อ SET INDEX ผ่านอัตราแลกเปลี่ยนสกุลบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับประชุม FED ครั้งนี้ มอง Scenario ดังต่อไปนี้

(1) เป็นบวกกับตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทยคือถ้อยแถลงจาก FED บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อยังห่างไกลเป้าหมาย , ดอกเบี้ยยังมิสามารถขึ้นได้ , ยังไม่เร่งลดวงเงิน QE ภายในปีนี้ กรณีข้างต้นผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยคือเงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าและอาจมีจังหวะ Fund Flow ต่างชาติไหลเข้าบ้างแต่จะเป็นลบกับกลุ่มส่งออก
(2) เป็นลบกับตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทยกล่าวคือ FED ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิมพร้อมประกาศลดวงเงิน QE ทันทีในการประชุมงวดนี้ หากเป็นกรณีข้างต้นเชื่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ากดดันบาทอ่อนค่า Fund Flow มีโอกาสออก แต่จะเป็นบวกกับกลุ่มส่งออก (ASIAN HANA KCE TU) แต่ให้น้ำหนักกระทบหุ้นไทยระยะสั้นเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง

(3) เป็นกลางต่อหุ้นทั่วโลกและหุ้นไทย FED ยืนยันยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกับจะ Tapering QE อย่างค่อยเป็นค่อยไป กรณีเช่นนี้คาดไม่มีผลอะไรมากต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยและเชื่อว่าผลการประชุมครั้งนี้จะเป็นดังกรณีที่ 3 เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อาทิ การจ้างงานนอกภาคเกษตรรวมถึงอัตราการว่างงานของสหรัฐยังไม่กลับไปเท่ากับก่อน COVID-19 ด้านเงินเฟ้อล่าสุดก็ใกล้เคียงตลาดประเมินไว้ ส่วนการคาดการณ์ของตลาดล่าสุดสะท้อนผ่าน Dollar Index , อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ยังคงอยู่ในทิศทางที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ถึงกับร้อนแรงมากจนเกินไป ส่วนปัจจัยอื่นๆจะเป็นการเสนอ ศบค. ต่อการเปิดประเทศในวันที่ 23 ก.ย. ขณะเดียวกันในวันดังกล่าวจะมีการรายงานมูลค่าส่งออกและนำเข้า Bloomberg คาดเติบโต 17%YoY และ 40%YoY ตามลำดับ หากออกมาดีกว่าคาดอาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนบ้าง ดังนั้นสัปดาห์นี้ปัจจัยสำคัญจะอยู่ปลายสัปดาห์ทำให้ช่วงต้นสัปดาห์ SET INDEX จะเป็นลักษณะแกว่งออกข้างมองกรอบทั้งสัปดาห์ที่ 1610 - 1640

กลยุทธ์การลงทุน สำหรับการลงทุนระยะสั้นแนะนำกลุ่มส่งออก (ASIAN HANA KCE TU) ผลบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่วนนักลงทุนระยะกลาง - ยาว ยังแนะสะสม Domestic Play ที่ราคายังไม่กลับไปเท่าก่อน COVID-19 ค้าปลีก (BJC CRC CPALL) ศูนย์การค้า (CPN) รถไฟฟ้า (BTS BEM) ร้านอาหาร (M) ท่องเที่ยว (AOT)

ASIAN (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 22 บาท) คาดกำไร 3Q21 ยังเติบโตได้ต่อเนื่องจาก อุปสงค์อาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารแช่แข็งที่ดีต่อเนื่อง แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงเริ่มเติบโต และคาดมีกำลังการผลิตเพิ่มอีกในช่วง 2H21-1Q22

KCE (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 103 บาท) แนวโน้มอัตรากำไรขยายตัวใน 3Q21 ตามการรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับขึ้นราคาเต็มไตรมาส แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และการประหยัดค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร

4

ปีนี้กองทุนที่มีการเติบโตค่อนข้างดีมาตั้งแต่ต้นปีก็คือ กองทุนหุ้น Mid/Small Cap หรือกองทุนหุ้นขนาดกลาง/ขนาดเล็ก

โดย “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) บอกว่า หากดูผลตอบแทนกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่ถูกจัดอันดับไว้ จะเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ ที่อยู่ใน SET50 เป็นหลัก อย่างพวกกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร และกลุ่มค้าปลีก ซึ่งจะผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่หุ้นขนาดกลาง-เล็กจะมีความหลากหลายและปรับตัวได้ดีกว่า

ผลตอบแทนโดดเด่นกว่า 40%
“เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นว่าหุ้นขนาดใหญ่ไม่ได้ perform ดีเท่ากับหุ้น Mid/Small Cap โดยหากดูจากผลตอบแทนจะเห็นว่าหุ้นกองทุนหุ้น Mid/Small Cap ให้ผลตอบแทนสะสมต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ที่ค่อนข้างสูงถึงระดับ 40% (ดูตาราง)” นางสาวชญานีกล่าว


ดาวน์โควิดหนุนหุ้นกลาง-เล็ก
“ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า หากพิจารณาจากดัชนี SET ที่โตได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับภาพรวม SET และ SET จะเห็นได้ว่าหุ้นขนาดใหญ่ในปีนี้ไม่ได้ perform เท่าที่ควร แต่กลับเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มักจะอยู่ใน SET เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่จะอยู่ใน SET เป็นหลัก ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปีที่แล้วจะเห็นว่าหุ้น Mid/Small Cap เติบโตได้ดีมาอย่างต่อเนื่อง

“สถานการณ์โควิด-19 หรือการที่รัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหุ้น Mid/Small Cap มากนัก เนื่องจากกลุ่มนี้มีความยืดหยุ่นสูง มีการปรับตัวได้เร็วกว่าหุ้นขนาดใหญ่” นางชวินดากล่าว


ขณะที่ “ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ทาลิส กล่าวว่า การที่หุ้น Mid/Small Cap เติบโตได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องมาจากบริษัทขนาดกลาง-เล็กที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างที่จะมี performance ที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่พบว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ได้วิกฤตตามไปด้วย เนื่องจากไม่ได้อิงไปตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะอิงไปตามสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้เมื่อเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวธุรกิจกลุ่มนี้จึงยังไม่ฟื้นเช่นกัน

“หุ้นกลุ่ม Mid/Small Cap จะยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนหน้าใหม่เปิดบัญชีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนกลุ่มใหม่ ๆ มักมองหาธุรกิจที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วถึงแม้จะมีความเสี่ยง จึงทำให้หุ้นกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง-เล็กในกลุ่มที่มีอัตราเติบโตสูงเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน จึงเชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าหุ้นกลุ่ม Mid/Small Cap จะยังคงเติบโตได้ดี” นายประภาสกล่าว

ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-ย้ายจากหุ้นใหญ่
ฟาก “ชาญชัย พันทาธนากิจ” ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า หลังจากตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจาก 1,550 จุด มาอยู่แถวบริเวณ 1,660 จุด ตอบรับความคาดหวังที่ไทยเตรียมจะเปิดประเทศและความคืบหน้าการกระจายวัคซีน จึงเห็นภาพเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (fund flow) เริ่มไหลกลับเข้ามารอบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เริ่มเห็นโดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะติดตามพัฒนาการจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดหลังคลายล็อกดาวน์ว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร และการเปิดเมืองจะทำได้ต่อเนื่องหรือไม่ โดยภาพฟันด์โฟลว์ที่เริ่มเห็นเป็นภาพการซื้อสลับขาย อาจจะไม่ได้มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาหนุน ทำให้ภาพตลาดหุ้นไทยที่หมุนไปหุ้นขนาดใหญ่เริ่มจะเคลื่อนย้ายมาสู่หุ้นขนาดกลาง-เล็กเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้หุ้น Mid/Small Cap ในช่วงที่ผ่านมาแกว่งตัวได้ค่อนข้าง outperform (ดีกว่า SET index)




ลงทุนหุ้นปัจจัยบวกเฉพาะตัว
“แต่ตอนนี้เม็ดเงินต่างชาติเริ่มชะลอ ทำให้เม็ดเงินในตลาดหุ้นไทยเป็นเงินจากนักลงทุนในประเทศเป็นสำคัญ และเห็นภาพ sector rotation ไปสู่หุ้น Mid/Small Cap โดยการเล่น/ลงทุนต้องหาหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว แนะนำ บมจ.วนชัย กรุ๊ป (VNG) ที่ภาพผลประกอบการเป็นภาพเทิร์นอะราวนด์ในปีนี้ ในระยะสั้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า โดยแนะนำซื้อ/เป้าหมายราคาที่ 9.9 บาทต่อหุ้น” นายชาญชัยกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (15 ก.ย. 2564) ผลตอบแทน SET index อยู่ที่ 12.7% ขณะที่ผลตอบแทน sSET อยู่ที่ 50.4% และผลตอบแทน mai อยู่ที่ 66.3% โดยประเมินภาพตลาดหุ้นไทยหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ช่วงวันที่ 21-22 ก.ย. 2564 ถ้าส่งสัญญาณการทำ QE tapering ตามที่ตลาดคาด น่าจะประกาศในเดือน พ.ย.หรือ ธ.ค. 2564 โดยมีระยะเวลาทำ QE อยู่ในช่วง 8-12 เดือน

“ถ้าเป็นไปตามนี้ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจะมีไม่มาก แต่ถ้าทำเร็วกว่าที่คาดอาจจะเป็นบรรยากาศเชิงลบได้ โดยจะเห็นภาพเทขายกำไรในระยะสั้นเกิดขึ้น” นายชาญชัยกล่าว

นับได้ว่าในช่วงวิกฤตโควิดหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจนัก ยังคงไปได้ดี สะท้อนผ่านผลตอบแทนที่ออกมาโดดเด่น

5


คาริม เบนเซม่า กับ วินิซิอุส จูเนียร์ สองดาวยิงของ รีล มาดริด จับมือพังคนละประตู ก่อนช่วยให้ 'ราชันชุดขาว' พลิกฟื้นช่วง 5 นาทีสุดท้าย กลับมาชนะ บาเลนเซีย สุดมัน 2-1 พร้อมขึ้นจ่าฝูงศึก ลา ลีกา สเปน เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

ลา ลีกา สเปน
บาเลนเซีย 1-2 รีล มาดริด

บาเลนเซีย อันดับ 3 มี 10 แต้ม เจอ รีล มาดริด อันดับ 2 แต้มเท่ากัน เกมนี้ บาเลนเซีย ส่งคู่หน้าลงยิงทั้ง มักซี โกเมซ กับ กอนซาโล่ กัวเดส ส่วน 'ราชันชุดขาว' มีทั้ง เอเดน อาซาร์, วินิซิอุส จูเนียร์ และ คาริม เบนเซม่า ลงไปบุกซัดประตู

เริ่มเกม นาที 10 บาเลนเซีย มีโอกาสนำ เอแดร์ มิลิเตา พา.เลี้ยงมาด้านขวาแล้วยิงยัดแต่.หลุดเสาไกล จากนั้นข้ามมา นาที 32 ถึงจะได้ลุ้นเพราะโอกาสยิงมีน้อย รีล มาดริด ตั้งเกม คาเซมิโร่ ลองซัดไกลแต่ก็ติดเซฟ จอร์จี มามาร์ดัชวิลี

นาที 38 บาเลนเซีย มีสว่น กอนซาโล กัวเดส จ่ายเข้าทาง ยูนัส มูซาห์ ยิงขวาแต่ไม่เข้ากรอบ ต่อมา นาที 43 เกมของเจ้าถิ่น ดาเนียล วาสส์ พา.มาแล้วเปิดให้ กาเบรียล เปาลิสต้า โหม่งแต่ติดเซฟ ธิโบต์ คูร์ตัวส์ จบครึ่งแรกยังเสมอ 0-0

ครึ่งหลัง นาที 50 บาเลนเซีย ได้โอกาส กอนซาโล่ กัวเดส รับ.หน้าประตูแล้วปั่นโค้งๆ แต่ข้ามคานนิดเดียว แต่แล้ว นาที 65 บาเลนเซีย ขึ้นนำสำเร็จ ลูคัส บาซเกซ โหม่งสกัดผิดเหลี่ยมเข้าทาง อูโก้ ดูโร่ ยิงสวนตุง 1-0

มาดริด ลุยแหลกจนนาที 85 ก็ตีเสมอ คาริม เบนเซม่า ป้ายออกซ้ายให้ วินิซิอุส จูเนียร์ ยิงแฉลบกองหลังเปลี่ยนทางเข้า 1-1 และนาที 88 เกมพลิกผัน วินิซิอุส จูเนียร์ เปิดโด่งจากซ้ายให้ คาริม เบนเซม่า ขวิดแซง 2-1 และเป็นประตูชัยให้ มาดริด เก็บเพิ่มเป็น 13 แต้ม ขึ้นมาเป็นจ่าฝูง

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
บาเลนเซีย - จอร์จี มามาร์ดัชวิลี, โอมาร์ อัลเดเรเต้, กาเบรียล, ดิมิตรี ฟัลเกียร์, เธียร์รี คอร์เรียอา, อูโก้ กิลลามอน, ดาเนียล วาสส์, อูโก้ ดูโร่, คาร์ลอส โซเลร์, มักซี โกเมซ, กอนซาโล่ กัวเดส
รีล มาดริด - ธิโบต์ คูร์ตัวส์, ดาวิด อลาบา, เอแดร์ มิลิเตา, นาโช่, ดานี คาร์บาฆัล, ลูก้า โมดริช, คาเซมิโร่, เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้, เอเดน อาซาร์, วินิซิอุส จูเนียร์, คาริม เบนเซม่า

6


ตลาดหุ้นไทยปี 2564 เปิดบ้านต้อนรับหุ้นน้องใหม่ (IPO) ไปแล้วทั้งหมด 24 บริษัท โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รวม 11 บริษัท และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 2 กอง ส่วนมีอีก 11 บริษัท ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai)

โดยมีมูลค่าระดมทุนรวม 76,149.34 ล้านบาท มูลค่าเสนอขาย 114,397.62 ล้านบาท และมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 372,734.64 (ข้อมูลล่าสุด 16 ก.ย. 2564)

ส่วนบริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมเสนอขายหุ้น IPO และได้รับการอนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) จากสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้วมีดังนี้

เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลัง ซึ่งได้แก่ 1) เอทานอลจากแป้งมันสำปะหลัง 2) แป้งฟลาวมันสำปะหลังแบบทั่วไปและแบบออร์แกนิคและแป้งมันสำปะหลัง 3) ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่นๆ

จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 1,370,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 35% ภายหลัง IPO ประกอบด้วย 1. จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 1,174,286,000 หุ้น 2. จำนวนหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด จำนวนไม่เกิน 97,857,000 หุ้น และ 3. จำนวนหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) จำนวนไม่เกิน 97,857,000 หุ้น

ระยะเวลาเสนอขายหุ้น 21-23 ก.ย. 2564 กำหนดราคา IPO ที่ 2.40 บาท ราคา PAR 1.00 บาท โดยจะเข้าซื้อขายวันแรก 30 ก.ย. นี้ มีบริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

 

 


บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน) หรือ CHIC ประกอบธุรกิจเป็นศูนย์รวมจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน  ที่นอนและเครื่องนอน อย่างครบวงจร (One Stop Shopping) ในรูบแบบ Stand Alone ภายใต้ชื่อ “ชิค รีพับบลิค (CHIC)” และ “รีน่า เฮย์ (Rina Hey)”

จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็น 26.47% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ราคา PAR 0.50 บาท มีบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL  ประกอบธุรกิจหลัก 3 ประเภท ได้แก่ (1) ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานโครงการในแนวราบ เช่น งานทาง งานท่าอากาศยาน งานทางรถไฟ และงานเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (2) ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เช่น ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปและวัสดุก่อสร้างต่างๆ และ (3) ธุรกิจให้เช่าและบริการอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้าง

จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 200,000,000 หุ้น คิดเป็น 28.57% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ราคา PAR 1.00 บาท มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จํากัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

บริษัท โชติวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด (มหาชน) หรือ CMCF ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสูญญากาศ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 187,500,000 หุ้น (คิดเป็น 30% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO) แบ่งเป็น 1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 125,000,000 หุ้น และ 2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (CH Group Capital Limited) จำนวนไม่เกิน 62,500,000 หุ้น ราคา PAR 1.00 บาท มีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

 


บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN ประกอบธุรกิจพัฒนาและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม พร้อมระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่พาณิชยกรรม และประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารโรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่าและขายสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม รวมถึงลงทุนและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ของกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (PPF)

 จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 290,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ราคา PAR 1.00 บาท มีบริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

บริษัท ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SVT ดำเนินธุรกิจค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ( Vending Machine หรือ “เครื่องอัตโนมัติ”) ซึ่งบริษัทมีโรงงานปรับปรุงสภาพและประกอบ(Refurbishment) เครื่องอัตโนมัติ เพื่อจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ พร้อมทั้งจำหน่ายเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้กับลูกค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า “SUNVENDING ”

จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 200,000,000 หุ้น คิดเป็น 28.57% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ราคา PAR 1.00 บาท มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจ โดยมีผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ อาหารกุ้ง อาหารปลา และอาหารสัตว์บก

จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 109,300,000 หุ้น คิดเป็น 21.86% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO แบ่งเป็น 1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 90,000,000 หุ้น และ 2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)) จำนวนไม่เกิน 19,300,000 หุ้น ราคา PAR 2.00 บาท มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai)

บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL ผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพื้นและผนังคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete Slab and Wall Panel) และส่วนประกอบอาคารที่ผลิตจากคอนกรีตสำเร็จรูป อาทิ คาน บันได ผนังรับหลังคา ฟาซาด เป็นต้น ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย อาคารสำนักงาน โรงแรม อาคารคลังสินค้า และโรงงานอุตสาหกรรม ภายใต้ตราสินค้า “CPANEL”

จำนวนหุ้นที่ IPO 39,500,000 หุ้น ราคา PAR 1.00 บาท มีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน     

 

บริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน) หรือ DPAINT ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร จำนวนหุ้นที่ IPO ไม่เกิน 53,250,000 หุ้น มีบริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน   

 

บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JP ประกอบธุรกิจพัฒนา ผลิตและจําหน่ายยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เวชภัณฑ์ และแอลกอฮอล์ทำความสะอาด ภายใต้เครื่องหมายการค้าของ ลูกค้า และเครื่องหมายการค้าของบริษัท

จำนวนหุ้นที่ IPO 115,000,000 หุ้น ราคา PAR 0.50 บาท มีบริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด และบริษัท สยาม อัลฟา แคปปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน    

7


“Glory” ระดมทุนพัฒนาแพลตฟอร์ม Kawebook ต่อยอดธุรกิจ Platform Tech Startup ด้านวรรณกรรม อ่าน-เขียน นิยาย การ์ตูน หนังสือออนไลน์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ปีนี้ ล่าสุด ก.ล.ต.ไฟเขียวนับหนึ่งไฟลิ่ง เตรียมเสนอขายหุ้น IPO 70 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.93% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด

นายจรัญพัฒณ์ บุญยัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รุ่งเรืองตลอดไป จำกัด (มหาชน) หรือ Glory Forever Public Company Limited เผยแผนการต่อยอดธุรกิจเตรียมรองรับการขยาย Platform  ด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ที่ปลอดภัย,ทันสมัย,รวดเร็ว และ ออกแบบระบบ เพื่อให้รองรับกับการขยายตัว ทั้งในประเทศ และไปยังต่างประเทศ ทั้งในด้านของ การแตกไลน์สินค้า การขยายกลุ่มลูกค้า การรองรับการเข้าใช้งานจำนวนมากให้สามารถสเกลตามจำนวนที่เข้าใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Glory Forever Public Company Limited เป็นบริษัท Platform Tech Startup  ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ Kawebook ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม ด้านวรรณกรรมสำหรับ อ่าน-เขียน นิยาย การ์ตูน และ หนังสือ ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยมีทั้งในส่วนที่เป็นวรรณกรรมแปลจากภาษาต่างประเทศ นิยายแปล วรรณกรรมจากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย และนักเขียนอิสระ โดยเป็นแพลตฟอร์มที่นักเขียนอิสระสามารถนำผลงานมาเผยแพร่และจัดจำหน่ายด้วย โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการหนังสือให้เข้าสู่โลกออนไลน์อย่างมั่นคง ร่วมกัน โดยสนับสนุนนักเขียน นักแปล สำนักพิมพ์ และค่ายการ์ตูนอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงหนังสือได้ง่ายและมากขึ้นเชื่อมกันทั่วโลก

ปัจจุบัน Glory มีทุนจดทะเบียน 135 ล้านบาท  เป็นทุนเรียกชำระแล้ว 100 ล้านบาท โดยมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ประกอบด้วย บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ถือหุ้นจำนวน 102 ล้านหุ้น คิดเป็น 51% และหลังเสนอขาย IPO จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 37.78% นายจรัญพัฒณ์ บุญยัง ถือหุ้นจำนวน 90 ล้านหุ้น คิดเป็น 45% และจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 33.44% โดยภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO บริษัทจะมีทุนชำระแล้วเต็มจำนวน โดยจะแบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 270 ล้านหุ้น
 

ด้านผลการดำเงินงานปี 2561-2563 Glory มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของลิขสิทธิ์วรรณกรรมบน Platform รวมไปถึงการพัฒนา Platform และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการที่หลากหลายโดยมีรายได้จากการบริการ 42.52 ล้านบาท 73.49 ล้านบาท และ 78.42 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่  35.63 % ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรก ปี 2564  มีรายได้จากการบริการ 45.43 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตขึ้น 19.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 7.40 ล้านบาท

Glory มีแผนเตรียมพร้อมขยายการลงทุนเพื่อพัฒนา Platform รองรับการ Scale Up ไปยังต่างประเทศ และเตรียมแปลลิขสิทธิ์วรรณกรรมไทยที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย เป็น Prototype ส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อเป็นการเปิดตลาดของวรรณกรรมไทย ด้านออนไลน์ ให้มากยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังมีเป้าหมายพัฒนา Platform ใหม่เพิ่มเติม โดยเล็งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายนักอ่านเพศหญิงมากขึ้น จากเดิมที่บริษัทได้รับการจดจำจากความโดดเด่นในแนววรรณกรรมหมวดมันส์ ซึ่งมีฐานลูกค้าในกลุ่มเพศชายเป็นหลัก โดย Platform ใหม่จะมีการพัฒนา Feature ที่จะมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายนักอ่านวัยรุ่นเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อให้ Platform ขยายฐานลูกค้านักอ่านได้มากขึ้น และพัฒนา Platform ให้มีประสิทธิภาพในการใช้งาน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน (UX) มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เงินทุนที่ได้จากการ IPO ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมไปถึงการซื้อลิขสิทธิ์วรรณกรรมจากต่างประเทศ เพิ่มเติมประมาณ 70%  จากที่มีในปัจจุบัน เพื่อขยายจำนวนสินค้า รองรับแนวทางการขยาย Platform และช่องทางการจัดจำหน่ายวรรณกรรม ให้มีลิขสิทธิ์ครอบคลุมสำหรับตอบสนองฐานลูกค้าได้ในทุกกลุ่มเป้าหมาย

8


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สรุปมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-17 กันยายน 2564 แยกเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 27,424.36 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์) ซื้อสุทธิ 11,334.52 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 79,251.11 ล้านบาทนักลงทุนทั่วไปในประเทศ(รายย่อย) ซื้อสุทธิ 95,340.96 ล้านบาท

สำหรับภาวการณ์ลงทุนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับตัวลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนโดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,625.65 จุดลดลง 0.59% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 85,757.98 ล้านบาท ลดลง 5.41% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 1.00% มาปิดที่ 554.20 จุด


 

หุ้นไทยร่วงลงช่วงต้นสัปดาห์ตามตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลภาคธุรกิจของทางการจีน นอกจากนี้ยังมีแรงขายในหุ้นที่มีฟรีโฟลทต่ำ(โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) หลังมีรายงานข่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมที่จะพิจารณาปรับเกณฑ์ในการหาหุ้นเข้า SET50 และ SET100 อย่างไรก็ดีดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ตามแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ ก่อนจะร่วงลงอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ตามแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่การปรับน้ำหนัก FTSE Rebalance เริ่มมีผลในวันที่ 17 กันยายน 2564

สำหรับสัปดาห์นี้ (20-24 กันยายน) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,580 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,635 และ 1,645 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด (21-22 กันยายน) สถานการณ์โควิด ประเด็นการเมืองไทย ตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมของไทย ทิศทางเงินลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ของจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสองเดือนสิงหาคมรวมถึงดัชนี PMI เดือนกันยายน (เบื้องต้น)

9


ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นสัปาดาห์ โดยปรับตัวลงต่ำสุดที่ 1,617.31จุด  ก่อนจะมาปิดตลาดที่ 1,625.65 จุด หรือ ลดลง 9.70 จุด 
   
ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา(13-17 ก.ย.2564) มีมูลค่าหุ้นที่ถูกชอร์ตเซล รวม33,271.65 ล้านบาท  ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลพบ 10 อันดับหุ้นที่ถูกชอร์ตเชลมากที่สุด ดังนี้ 

1. บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) มูลค่า 2,069.93 ล้านบาท แบ่งเป็นชอร์ตเซลหุ้นสามัญ 92.13 ล้านบาท  และเป็นการชอร์ตใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย( NVDR) จำนวน 1,977.79 ล้านบาท  โดยราคาหุ้น DELTA ปรับตัวลดลง25.53%  หรือ 194 บาท จากราคาหุ้น 760บาท มาปิดที่ 566 บาท  จากประเด็นความกังวลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เตรียมปรับเกณฑ์ คำนวณดัชนีSET50และ SET100  ทำให้กังวลว่าหุ้น DELTA จะหลุดจากการคำนวณดัชนี จากตลท.กำลังหารือการไม่นำหุ้นที่ช่วงนั้นมีปริมาณการซื้อขายผิดปกติ (ติดแคชบาลานซ์) คำนวณดัชนี 


2.บมจ.ปตท. (PTT) มูลค่า 1,967.61 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ 1,074.87 ล้านบาท และเป็น NVDR 892.74 ล้านบาท  

3.บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์(KCE)มูลค่า 1,157.00 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ 240.51 ล้านบาท และ NVDR 916.48 ล้านบาท 

4. บมจ.ซีพี ออลล์ จำ(CPALL) มูลค่า 1,137 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ  378.56 ล้านบาท และNVDR 759.39 ล้านบาท 

5. บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA)มูลค่า  1,088.47 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ  212.39 ล้านบาท และ  NVDR 876.08 ล้านบาท 

6.บมจ. โกล. เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่(GPSC) มูลค่า  999.36 ล้านบาท แบ่งเป็น 225.34 ล้านบาท และ NVDR  774.02 ล้าน บาท 

7. บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) มูลค่า  914.19 ล้านบาท  แบ่งเป็น 471.66 ล้านบาท และ NVDR 442.52 ล้านบาท 

8.บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์(INTUCH)  มูลค่า  796.38 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ  376.57 ล้านบาท และ NVDR 419.81 ล้านบาท 

9.บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)  มูลค่า 770.86 ล้านบาท  แบ่งเป็น หุ้นสามัญ 423.90 ล้านบาท และ NVDR  346.95 ล้านบาท 

10.บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP)มูลค่า 747.35 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญ 378.24 ล้านบาท และ NVDR 369.10 ล้านบาท 

เปิด10 อันดับหุ้นถูกชอร์ตเซลมากสุด  DELTAโดนถล่มหนัก


ทั้งนี้ตลท.อนุญาตให้ ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (NVDR) เฉพาะใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทยที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นสามัญที่สามารถขายชอร์ตได้ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2562  เป็นต้นไป

NVDR หรือ ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้น ซึ่งคือ "บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด" (Thai NVDR Company Limited) เอ็นวีดีอาร์เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ (Automatic List) 

วัตถุประสงค์หลักของเอ็นวีดีอาร์ คือเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดหลักทรัพย์และเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศ ที่สนใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนแต่อาจไม่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์นั้นได้ อันเนื่องมาจากการควบคุมสัดส่วนการถือครองหหลักทรัพย์ของคนต่างด้าวที่ระบุไว้ตามกฎหมายไทย

ดังนั้น เอ็นวีดีอาร์ จึงเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหลักทรัพย์นั้น ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน เช่น เงินปันผล และสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียน แต่ผู้ถือเอ็นวีดีอาร์จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมของบริษัทจดทะเบียน (Non-Voting Rights)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเอ็นวีดีอาร์จะออกมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนของผู้ลงทุนชาวต่างประเทศ แต่ผู้ลงทุนไทยก็สามารถลงทุนในเอ็นวีดีอาร์ได้

10


เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2564 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการผลักดันพืชเศรษฐกิจกระท่อมใครได้ประโยชน์ ว่า ตนไม่อยากให้พี่น้องเกษตรกรปลูกแต่พืชเดิมๆ ขาย พืชกระท่อมถือเป็นพืชทางเลือกใหม่แก่ประชาชน จึงผลักดันให้กระท่อมถูกกฎหมายเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจได้สมใจแล้วอย่างเสรี เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่วนผู้ที่เคยต้องคดีกระท่อมพ้นผิดหมดแล้วในทุกระบวนการ กระทั่งใครมีหมายศาลก็ต้องมีคำสั่งให้ปล่อยตัวทันที และยังช่วยให้ระบบสังคมดีขึ้นคนพ้นผิดกลับไปหาครอบครัวได้แล้ว


ทั้งนี้ พืชกระท่อมยังจะเป็นสินค้าส่งออกทำกำไรมหาศาลได้ถ้าส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น แถบยุโรป อเมริกา พืชกระท่อมชอบอากาศร้อนชื้น ไม่ชอบอาการหนาวซึ่งจะผลัดใบหมด เขาจึงปลูกไม่ได้แบบบ้านเราเพราะสภาพอากาศ ในต่างประเทศกระท่อมถูกนำไปบริโภคเพื่อบำรุงรักษาร่างกาย นอกจากนี้ คนที่ติดยาบ้าเราเตรียมจะให้เลิกยาโดยให้กินกระท่อมแทนด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างวิจัย ซึ่งในอเมริกา นำไปช่วยผู้ติดยาแล้ว แก้โรคซึมเศร้า แก้โรคเบาหวาน แก้อาการปวดต่างๆ ลดอาการได้ถึง 5 - 8 เท่า ดีกว่ามอร์ฟีนด้วยซ้ำ


นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การซื้อขายใบกระท่อมสดๆ นั้น สามารถทำได้เพราะถูกกฎหมายแล้ว แต่ถ้านำไปผลิตเป็นแคปซูลก็ไม่ผิดกฎหมายแต่ต้องไปขออนุญาต อย.หรือการนำไปบรรจุขวดตีตรายี่ห้อเพื่อจำหน่ายก็ต้องขออนุญาตจาก อย. กฎหมายอื่นยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เราส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกขายเต็มที่ เพราะคนเหล่านี้มีองค์ความรู้มากกว่าฝ่ายราชการ ที่ทิ้งร้างมากว่า 78 ปี โดยการนำกระท่อมไปผลิตเป็นสี่คูณร้อย ตนไม่เห็นด้วย และอยากเตือนให้ช่วยกันห้ามปราม เพราะจะทำให้พืชกระท่อมมีปัญหาได้ในภายหลัง อยากให้กระท่อมเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะกว่าจะผลักดันให้กระท่อมถูกกฎหมายได้ค่อนข้างยากลำบาก

ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ก.ย.ทางสำนักงาน ป.ป.ส.จะจัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "พืชกระท่อมไทยไปตลาดโลก" เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับกฎหมาย และสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจของพืชกระท่อม

11


ยูเวนตุส ยังกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ยังหาชัยชนะไม่เจอ หลังเป็นฝ่ายยิงประตูนำ แต่กลับโดน เอซี มิลาน ตามตีเสมอ 1-1 จนสุดท้ายต้องแบ่งแต้มกันแบบที่สาวก 'ม้าลาย' ผิดหวังอีกครั้ง เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี
ยูเวนตุส 1-1 เอซี มิลาน

ยูเวนตุส รองบ๊วยมีแต้มเดียว เจอ เอซี มิลาน อันดับ 3 มี 9 แต้ม เกมนี้ 'ม้าลาย' ส่งคู่หน้าเป็น อัลบาโร่ โมราต้า กับ เปาโล ดิบาล่า ส่วน มิลาน มี อันเต้ เรบิช ยืนหน้าเป้าแล้ว บราฮิม ดิยาซ กับ ราฟาเอล ลีเอา คุมแดนกลาง

เริ่มแค่ 4 นาที ยูเวนตุส นำอย่างว่องไว อัลบาโร่ โมราต้า หลุดเดี่ยวครึ่งสนามแล้วยก.เข้าประตูสวยงาม 1-0 ขณะที่ นาที 17 ยูเวนตุส อยากได้ลูกสอง เปาโล ดิบาล่า พา.หาช่องแล้วสับไกแต่ ไมค์ มิญอง ล้มตัวปัดได้

มิลาน ตอบโต้ นาที 24 ซานโดร โตนาลี เงยหน้าแล้วลองซัดไกลแต่ วอจเซียค เชสนี เซฟไว้ได้ ต่อมา นาที 42 เกมของทีมเยือน ซานโดร โตนาลี พา.ขึ้นหน้าก่อนขอตะบันขวาแต่ก็ไม่เข้ากรอบ จากนั้นยังไม่มีประตู จบครึ่งแรก ม้าลาย นำ 1 ลูก

ครึ่งหลัง นาที 50 ยูเวนตุส จัเอาลูกสอง ลีโอนาร์โด้ โบนุชชี จ่ายเข้าทาง อาเดรียน ราบิโอต์ ยิงซ้ายแต่ก็หลุดเป้าหมาย แต่แล้ว นาที 75 มิลาน พยายามอยู่นานก็ตีเสมอได้ ซานโดร โตนาลี เปิดเตะมุมขวามือเข้ากบาล อันเต้ เรบิช โขกเจ๊า 1-1

ท้ายเกมไม่มีประตูเพิ่มเติมแล้ว จบเกม เอซี มิลาน เก็บเพิ่มเป็น 10 แต้ม ขึ้นมาเทียบเท่าจ่าฝูง อินเตอร์ มิลาน ส่วน ยูเวนตุส 4 นัดผ่านไป ยังไม่ชนะใคร

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
ยูเวนตุส - วอจเซียค เชสนี, ลีโอนาร์โด้ โบนุชชี, จอร์โจ้ คิเอลลินี, อเล็กซ์ ซานโดร, ดานิโล่, มานูเอล โลคาเทลลี, โรดริโก้ เบนทานคูร์, อาเดรียน ราบิโอต์, ฮวน กัวดราโด้, เปาโล ดิบาล่า, อัลบาโร่ โมราต้า
เอซี มิลาน - ไมค์ มิญอง, อเลสซิโอ โรมาโนลี, ซิมง เคียร์, ธีโอ เฮร์นานเดซ, ฟิกาโย่ โตโมริ, บราฮิม ดิยาซ, แฟรงค์ เคสซีย์, ซานโดร โตนาลี, ราฟาเอล ลีเอา, อเล็กซิส เซเลเมเกอร์ส, อันเต้ เรบิช

12


สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าสานต่อโครงการ Startup Thailand Marketplace ปี 2 หลังประสบความสำเร็จจากโครงการ Startup Thailand Marketplace สู้ภัยโควิด-19 ในปี 2563  ในการสร้างช่องทางการตลาดใหม่ ช่วยกระตุ้นยอดขายและขยายตลาดถูกกฎหมายเชื่อถือได้ให้แก่สตาร์ทอัพได้ 10-20% รวมถึงได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีนักลงทุนและหน่วยงานที่สนใจขอรายชื่อและช่องทางการติดต่อ อาทิ Open Space ขอรายชื่อและช่องทางการติดต่อสตาร์ทอัพ จำนวน 20 ราย, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ขอรายชื่อสตาร์ทอัพ ด้านการขนส่ง จำนวน 11 ราย และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ขอรายชื่อสตาร์ทอัพด้าน MICE จำนวน 21ราย          

 

ในปี 2564 NIA ส่ง 50 ไอเดียสตาร์ทอัพ ขึ้นเผยแพร่ผ่านช่องยูทูปของ Startup Thailand  บนเพลย์ลิสต์ Startup Founder โดยมีคลิปสัมภาษณ์เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ มุมมองและแรงบันดาลใจของ 50 สตาร์ทอัพชั้นนำ (Startup Founder) ที่มากด้วยประสบการณ์และสามารถนำพาธุรกิจฝ่าวิกฤตต่างๆ มาได้ อาทิ สตาร์ทอัพรุ่นใหญ่อย่าง Finnomena ที่มองเห็น pain point ว่าตลาดการซื้อ-ขายกองทุนรวมในประเทศไทยมีข้อจำกัด จึงถือกำเนิดแพลตฟอร์มที่ปรึกษาและซื้อ-ขายกองทุนรวมเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ใช้ได้ หรือแม้แต่สตาร์ทอัพในกลุ่ม Industrial Tech ที่ชื่อว่า Factorium ที่เริ่มจากความรู้ธุรกิจเป็นศูนย์แต่ได้ปลุกปั้นแอปพลิเคชันที่ช่วยจัดการการซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงาน ที่มีความมุ่งมั่นจะไปสู่ระดับสากล

ปั้นธุรกิจรับเทรนด์อนาคต อัพ 50 ไอเดีย ลง Startup Thailand Youtube

สตาร์ทอัพที่ช่วยส่งเสริมการเกษตรของไทยด้วยเทคโนโลยี อาทิ ListenField ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยเก็บข้อมูล เพื่อทำการเกษตรอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ Gaorai แพลตฟอร์มให้บริการโดรนพ่นยา Getztrac แพลตฟอร์มจองรถเกี่ยวข้าว Farmto แพลตฟอร์มพรีออร์เดอร์ผลผลิตสินค้าทางการเกษตร ซึ่งสตาร์ทอัพเหล่านี้ต่างมีเป้าหมายเพื่อยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทยให้มีศักยภาพมากขึ้น และเปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่าเทคโนโลยีก็สามารถเข้าไปสนับสนุนการทำงานของภาคการเกษตรได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

               

รวมทั้งคลิปนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ในยุคนี้ เช่น QueQ แอปพลิเคชันชื่อดังในการจองคิวร้านอาหารในห้าง ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ ทาง QueQ จึงพลิกเกม ตีโจทย์ใหม่ แก้ปัญหาการจองคิวสถานทูต ด้วยการจองคิวผ่านแอปพลิเคชั่นล่วงหน้าเพื่อขอเอกสารต่างๆ จากสถานทูตฯ ช่วยประหยัดเวลา ลดความแออัดและความเสี่ยงจากเชื้อไวรัส และล่าสุดได้ร่วมกับพัฒนาระบบจองคิวฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่บุคคลทั่วไป, Local Alike จากการทำธุรกิจท่องเที่ยวด้วยการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่หยุดชะงักเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงปรับตัวเพื่อให้ชุมชนและธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ด้วยการเปิดตัว Local Aroi บริการอาหารท้องถิ่นชุมชนในรูปแบบ Food Delivery และ Local Alot จำหน่ายสินค้าชุมชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเพิ่มมูลค่า ให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตเศรฐกิจนี้ไปด้วยกัน

ปั้นธุรกิจรับเทรนด์อนาคต อัพ 50 ไอเดีย ลง Startup Thailand Youtube

เป็นการให้บริการ Virtual Event Platform รวมถึงการทำ Website Application และบริการอื่นๆ แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์การจัดอีเวนต์ในยุค New Normal หรือ Find Food แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ขายผลผลิตจากเกษตรกรและผู้ผลิตโดยตรง เพื่อความอยู่รอดของชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร ที่ปรับตัวจาก Find Folk สตาร์ทอัพโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว ที่ประสบปัญหาหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ปั้นธุรกิจรับเทรนด์อนาคต อัพ 50 ไอเดีย ลง Startup Thailand Youtube

รวมทั้งสตาร์ทอัพอีกหลายรายที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ตอบโจทย์ความต้องการยุค New Normal อย่าง TapTap Everyday ผลิตสินค้าที่ช่วยลดการสัมผัส เช่น แท่งกดปุ่มอนามัย ที่เก็บหน้ากากชั่วคราว  ซึ่งปัจจุบัน นอกจากจำหน่ายในประเทศแล้ว ยังสามารถส่งออกไปอีก 20 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ ดี หรือ Devers แอปพลิเคชันสั่งอาหาร เน้นอาหารคุณภาพ รสชาติอร่อย ตอบโจทย์ความสะดวกและปลอดภัย

ทั้งยังมีสตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยีชั้นสูงหรือ DeepTech มาใช้เพื่อสร้างสินค้าหรือบริการ เช่น Verily Vision ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ ด้วย Computer Vision  เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่าย IoT และมีการประมวลผลด้วย AI ซึ่ง Verily Vision ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการระบบขนส่งและกระจายสินค้าให้กับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือ ENRES ระบบประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ IoT และ Data Analytics

ทั้งหมดคือความมุ่งมั่นของ NIA ที่อยากจะช่วยขยายช่องทางการตลาดให้แก่สตาร์ทอัพ  เชื่อมโยงตลาดสตาร์ทอัพไทย สู่การเติบโตในตลาดสากล รวมทั้งช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเติมเชื้อไฟในการทำธุรกิจให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

นักลงทุน สตาร์ทอัพ ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจ สามารถรับชมทั้ง 50 คลิปได้ผ่านช่องยูทูปของ Startup Thailand ใน Playlist: Startup Founder หรือเข้ารับชมผ่านทางลิงค์ https://www.youtube.com/playlist?list=PL5XvqtJ9CNNUoYvXH9-2et-wWUBMa30Kf

13


คลังชง “ประยุทธ์” ประธานคณะกรรมการวินัยการเงินการคลัง ขยับเพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี เผยเงื่อนไขขยายเพดาน “ชั่วคราว” 10 ปี ในช่วงวิกฤต สอดรับกับผู้ว่า ธปท.กระทุ้งรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านดูแล ประสานเสียงจำเป็นต้องทำเพื่อเร่ง “ฟื้นฟู” เศรษฐกิจ “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ย้ำโจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องกำหนดแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังโควิด ที่ผ่านมามีแต่ “เยียวยา” ด้าน “สมหมาย” อดีตขุนคลังชี้ต้องมีแผนหารายได้ ชูขึ้น VAT ถูกกฎหมายเชื่อถือได้ “ดร.สมประวิณ” หนุนขยายเพดานก่อหนี้อัดฉีด “ฟื้นฟู-ปรับตัว”ภาคธุรกิจ

ชงขยายเพดานหนี้ 70%
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ข้อสรุปเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะแล้ว แต่จะต้องรอคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง รองประธาน พิจารณาเห็นชอบ ในการประชุมวันที่ 20 ก.ย.นี้

เบื้องต้นน่าจะขยายเพดานที่ระดับไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% และการกู้เงินใกล้เต็มเพดานแล้ว ดังนั้นหากจะขยายแค่ 65% ก็อาจจะต่ำเกินไป

“คลังไม่ได้มีปัญหาที่จะขยายเพดานหนี้ แค่รอให้ผ่านช่วงอภิปรายไม่ใว้วางใจไปก่อน ปัจจุบันยังมีช่องว่างให้ขยายเพดานได้อีก ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 100% ถือว่าไทยยังมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่เหมาะสมอยู่ และในช่วงวิกฤตเช่นนี้ หากจะขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70-75% เพื่อดูแลประชาชน ก็สามารถทำได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังฯ” แหล่งข่าวกล่าว

มาตรการ “ชั่วคราว” 10 ปี
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงเงื่อนไขการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ต่อจีดีพี เป็น “ไม่เกิน 70%” ว่า เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งจะเป็นการขยายแบบ “ชั่วคราว” เท่านั้น โดยมีเงื่อนไขต้องกลับมาอยู่ในต่ำกว่า 60% ของจีดีพีภายใน 10 ปี และต้องเสนอแผนการเพิ่มรายได้ภาษีเป็น 20% ของจีดีพี ภายใน 10 ปี ภายใต้สมมุติฐานเศรษฐกิจขยายตัว 3-5% และกรอบรายจ่ายงบประมาณไม่เกินปีละเท่าไรเข้ามาด้วย

ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลที่เข้ามาต่อจากรัฐบาลนี้ บริหารการเงิน การคลังภายใต้ข้อจำกัดและกรอบดังกล่าว และป้องกันการทำนโยบายประชานิยม แจกเงินเพื่อสร้างฐานเสียง และต้องแยกมาตรการการเงินที่ไม่มีประสิทธิผล กับการให้เงินสวัสดิการ ซึ่งจำเป็นและควรมีการปรับระบบสวัสดิการให้ทั่วถึงและมีความยั่งยืนด้วย ซึ่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม มีความจำเป็น ไม่ทำไม่ได้ แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงต้นทุนในการบริหารจัดการหลังวิกฤตโควิด

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจำเป็นจะต้องสร้างนโยบายการเงินกับความยั่งยืนทางการคลัง โดยมีช่องว่างหรือ “พื้นที่ทางการคลัง” เตรียมไว้สำหรับรับวิกฤตในโลกหลังยุคโควิด ซึ่งอาจจะเกิดวิกฤตอีกเมื่อไรก็ได้ จะได้ไม่ซ้ำรอยที่ผ่านมา เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง ต้องลด VAT เป็น 7% จนปัจจุบันไม่เคยปรับขึ้น ต้องต่ออายุทุกปี เพราะไม่มีรัฐบาลไหนขึ้นภาษีแล้วเสียคะแนนเสียงทางการเมือง

อดีตขุนคลังชี้จำเป็นต้องทำ
นายสมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง ในช่วงรัฐบาล คสช. กล่าวว่า ในช่วงภาวะวิกฤตเช่นนี้การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะมีความจำเป็น หากมานั่งกังวลเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องไม่ใช่เรื่อง และจะแสดงว่ารัฐบาลทำงานไม่เป็น ดังนั้น เมื่อมีความจำเป็นก็ต้องขยาย

“สถานการณ์ขณะนี้แย่เต็มทีแล้ว และรัฐบาลก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาช่วยประชาชนแล้ว โดยรัฐจำเป็นต้องกู้เงิน เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นสวัสดิการให้กับประชาชนอีกมาก” นายสมหมายกล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อขยายเพดานหนี้แล้ว ต้องดูว่า จะกำกับดูแลไม่ให้เพิ่มมากเกินไปได้หรือไม่ หรือจะควบคุมให้อยู่ในระดับพอสมควรได้อย่างไร เช่น อยู่ในกรอบระหว่าง 60% ไม่เกิน 65% เนื่องจากหนี้สาธารณะเป็นตัวหารในจีดีพี ดังนั้น หากจีดีพียิ่งไม่โต ก็จะยิ่งแย่ แต่หากจีดีพีของไทยขยายตัวมากขึ้น ก็จะไม่มีปัญหา


ขึ้นภาษีหาช่องเพิ่มรายได้
“การขยายเพดานหนี้สาธารณะ เมื่อมีความจำเป็นก็ต้องทำ ส่วนควรจะอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ ก็บอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐ แต่จริง ๆ แล้วการขยายเพดานหนี้ก็น่ากลัว ถ้ารัฐไม่ได้บอกว่าอีกด้านจะหารายได้เพิ่มอย่างไร เพื่อให้สมดุลกับหนี้ที่เพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดบริษัทจัดอันดับเรตติ้ง ก็จะลดเครดิตเรตติ้งประเทศไทย ถึงตอนนั้นเราก็ใกล้เตาเผาศพแล้ว ฉะนั้น รัฐจะต้องมีการดูแลในเรื่องรายได้เพื่อมาทดแทนด้วย ไม่ใช่บอกว่าจะขยายอย่างเดียว” นายสมหมายกล่าว

สำหรับแนวทางการเพิ่มรายได้นั้น อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า จะต้องไปทำให้รัฐมีรายได้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เพื่อให้มีความสามารถในการไปใช้หนี้ อาทิ เข้าไปดูในเรื่องภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างช้าในปี 2565 ควรจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 2%

นอกจากนี้ ก็ควรบริหารสัมปทานของรัฐ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น เพื่อมาดูแลประชาชน

ศุภวุฒิชี้โจทย์อยู่ที่แผนใช้เงิน
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะ หรือการกู้เงินเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ปีที่แล้ว และประเด็นสำคัญคือแผนการใช้เงินเพื่อกระตุ้นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแผนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปีที่แล้วเศรษฐกิจติดลบไปแล้ว -6.1% ปีนี้ถ้าโตแค่ 1% ก็เหนื่อยแล้ว

“ที่ผ่านมารัฐบาลทำแต่มาตรการเยียวยาแรงงาน คนตกงาน แต่ยังไม่ได้มีการดูแลผู้ประกอบการ ผู้จ้างงาน ซึ่งเป็นผู้เสียภาษี เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่นที่สภาอุตฯออกมาบอกว่ารัฐบาลสั่งอย่างเดียว แค่ขอชุดตรวจ ATK ยังไม่มีการสนับสนุน และก็ยังไม่เห็นแผนหรือนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนผู้จ้างงานเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเดิน ปล่อยให้ผู้ประกอบการรับภาระปัญหาจากผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งขนาดปัญหาใหญ่มาก ปล่อยให้ภาคธุรกิจดิ้นรนไปเอง”

รัฐบาลต้องกำหนดทิศทาง
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า รัฐบาลต้องมีแผนว่าจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ไปในทิศทางไหน เพื่อที่จะได้มีการจัดสรรงบประมาณหรือเงินกู้ลงไปได้ตามแผน เพื่อคัดท้ายให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ แต่ตอนนี้รัฐบาลทำเหมือนก่อนจะมีโควิด ยังพูดถึงแต่การลงทุนในอีอีซี เหมือนกับว่าโควิดไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ทำทุกอย่างเหมือนเดิม

“ภาคท่องเที่ยวก่อนโควิด ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศ 12% ของจีดีพี หลังโควิดจะยังพึ่งพาภาคท่องเที่ยว 12% ของจีดีพีได้หรือ วางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร หรือจะปรับไปพึ่งพาภาคส่งออกด้วยนโยบายอะไร ทุกอย่างไม่มีคำตอบ เหมือนตอนนี้รัฐบาลมองว่าวัคซีนคือคำตอบ ที่จะทำให้เปิดประเทศแล้วเศรษฐกิจก็ขับเคลื่อนได้ โดยไม่มีการวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอะไรเลย และปล่อยให้เอกชนดิ้นรนกันไป”

หนุนก่อหนี้ “ฟื้นฟูธุรกิจ”
ด้าน ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 หากจะขยายไปที่ระดับ 70% ต่อจีดีพี ถือเป็นระดับที่โครงสร้างประเทศยังรองรับได้ เนื่องจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังค่อนข้างดี จึงควรขยายกรอบเพดานหนี้ไว้เผื่อไว้




ซึ่งในต่างประเทศทุกคนมีการปรับเพิ่มหมด หากประเทศไทยไม่ขยายเพดานก็จะพลาดสร้างโอกาสการเติบโตและรับมือโลกหลังโควิด-19 เพราะการก่อหนี้เพิ่ม หรือการใช้เงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่าจะเป็นการสร้างรายได้และการเติบโตในระยะยาวและยั่งยืน

ผลการศึกษาของวิจัยกรุงศรีที่เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมภายใต้เม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท อยู่ในมาตรการเยียวยาเท่านั้น แต่ยังต้องมีการกระตุ้นเพิ่มสำหรับ “มาตรการฟื้นฟู” เนื่องจากการปิดร้านค้า หรือโรงแรมเป็นเวลานาน จำเป็นต้องการเม็ดเงินในการฟื้นฟูกิจการให้กลับมาเปิดบริการได้อีกครั้ง รวมถึง “มาตรการปรับตัว” รับโลกหลังโควิด-19 ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น สหรัฐ ที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า new economy เป็นต้น

“มาตรการเยียวยา ฟื้นฟู และปรับตัว ที่วิจัยกรุงศรีเสนอ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินพอสมควร ดังนั้น การขยายเพดานหนี้เผื่อไว้เป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งมองว่านักลงทุนเองก็จะเข้าใจในการขยายกรอบครั้งนี้ แต่การขยับเพดานแล้วจะต้องคิดและวางแผนก่อนว่าการกู้เงินไปใช้เพื่ออะไร และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะในท้ายที่สุดจะช่วยในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว แต่หากกู้เงินมาเพื่อเป็นเงินโอนให้กับประชาชน ตรงนั้นจะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว และไม่สร้างประสิทธิภาพต่อระบบเศรษฐกิจ”

ดร.สมประวิณกล่าวอีกว่า นอกจากวางแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบเพดานที่ขยายแล้ว จะต้องวางแผนเรื่องการหารายได้ เพื่อชำระหนี้ ซึ่งปกติรายได้จะกลับมาเข้าเมื่อเศรษฐกิจเติบโตได้ โดยรายได้จะมาจากการขยายฐานภาษี ซึ่งจะมาจากกิจกรรมของคนที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบอีกจำนวนมาก

โดยจากงานวิจัยขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุไว้ว่า การจัดเก็บภาษีควรจะอยู่บนฐานสินทรัพย์มากกว่าฐานของรายได้ ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นการช่วยกระจายความมั่งคั่งของประเทศ และลดการกระจุกตัวของกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง หากมีการจัดเก็บภาษีในรูปแบบดังกล่าว

ผู้ว่า ธปท.กระทุ้งรัฐบาลกู้เพิ่ม
ขณะที่เมื่อ 16 สิงหาคม 2564 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนถึงรัฐบาลว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ได้สร้าง “หลุมรายได้” ขนาดใหญ่ 2.6 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2563-2565 เม็ดเงินของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเพิ่มแรงกระตุ้นทางการคลัง เพื่อช่วยให้รายได้และฐานะทางการเงินของประชาชนและเอสเอ็มอีกลับมาฟื้นตัว และลดแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังโควิด ทั้งระบุว่าเม็ดเงินจากภาครัฐที่เติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 7% ของจีดีพี

ในกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ 70% ของจีดีพีในปี 2567 และจะลดลงได้ค่อนข้างรวดเร็ว ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็ว

นอกจากนี้กรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม จะพบว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีใน 10 ปีข้างหน้า (2574) จะต่ำกว่า กรณีที่รัฐบาลไม่กู้เงินเพิ่มถึง 5% เพราะการกู้และใส่เงินเข้าในตอนนี้เป็นการขยายเศรษฐกิจเพิ่มฐานภาษีและทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ ช่วยให้ภาระหนี้ลดลงในอนาคต

14


ปธ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลั่นเชียงใหม่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตามโครงการ “Charming Chiang Mai” นำร่องเฟสแรก 4 อำเภอ รอแค่ ศบค.ไฟเขียว ยืนยันการนำเชื้อโควิด-19เข้ามาแพร่ระบาดมีความเสี่ยงต่ำมาก เหตุผ่านการคัดกรองมาแล้วอย่างดีและอยู่ภูเก็ตมาแล้วอย่างน้อย 7 วัน ส่วนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าได้ตามปกติ แค่ฉีดวัคซีนครบและปฏิบัติตามมาตรการคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อเคร่งครัด

นายพัลลภ แซ่จิว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และรองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยความพร้อมการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้โครงการ “ชาร์มมิ่ง เชียงใหม่” (Charming Chiang Mai) ซึ่งตามแผนกำหนดจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64ว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่มีการเตรียมความพร้อมทุกอย่างตามโครงการนี้เป็นอย่างดี โดยเบื้องต้นโครงการนี้นำร่องระยะแรกในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่,อำเภอแม่ริม,อำเภอแม่แตง และอำเภอดอยเต่า ซึ่งในพื้นที่มีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 50% เวลารอเพียงการพิจารณาของ ศบค.ว่าจะอนุมัติหรือไม่ โดยหากอนุมัติจะมีการจัดสรรวัคซีนฉีดให้ในพื้นที่จนครบ100%ต่อไปเพื่อรองรับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีอำเภอที่พร้อมจะร่วมโครงการในระยะที่ 2 ได้แก่ อำเภอจอมทอง และอำเภอหางดง เป็นต้น

สำหรับรูปแบบของโครงการ “ชาร์มมิ่ง เชียงใหม่” จะคล้ายกับ“ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ผนวกกับการควบคุมนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ท่องเที่ยวตามเส้นทางที่กำหนด(Sealed Route) โดยผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวตามโครงการนี้จะคลอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวธรรมชาติ,การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย,การท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตวัฒนธรรม,การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือกอล์ฟ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการจะมีบริษัททัวร์ในโครงการเป็นผู้บริหารจัดการดูแลนักท่องเที่ยวให้เดินทางท่องเที่ยวตามจุดที่กำหนดไม่สามารถออกนอกเส้นทางได้ หากฝ่าฝืนผู้จัดการทัวร์จะมีความผิดด้วย


ขณะเดียวกันประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และรองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาตกลุ่มแรกที่จะเข้ามาท่องเที่ยวเชียงใหม่ตามโครงการนี้กลุ่มแรกจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจากภูเก็ต ซึ่งจะต้องมีการบริหารประสานงานเพื่อจัดเที่ยวบินตรงเข้ามา โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องอยู่ภูเก็ตมาแล้วอย่างน้อย 7 วัน และผ่านการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19มาแล้วเป็นอย่างดี จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะไม่มีการนำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาดในพื้นที่เชียงใหม่เหมือนที่บางส่วนอาจจะมีความเป็นห่วงกังวลกันอย่างแน่นอน

ด้านนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น นายพัลลภ กล่าวว่า ในส่วนของตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้น เชียงใหม่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากและถือว่าเป็นตลาดหลักของเชียงใหม่ โดยทุกวันนี้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ตามปกติหากได้รับการฉีดวัคซีนครบตามที่กำหนด และเมื่อเข้ามาท่องเที่ยวแล้วต้องปฏิบัติตามมาตรการและคำสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่อย่างเคร่งครัด รวมทั้งปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการป้องกันของแต่ละสถานที่และแหล่งท่องเที่ยวด้วย.

15
ผู้สูงอายุทาน ข้าวหอมมะลินิล และประโยชน์ของข้าวหอมมะลินิล ช่วยชะลอวัย  
ข้าวมะลินิล ข้าวหอมมะลินิล ข้าวกล้องมะลินิล ข้าวกล้องหอมมะลินิล ข้าวมะลินิลสุรินทร์  ข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์  #ขาวกล้องมะลินิลสุรินทร์ ข้าวกล้องหอมมะลินิลสุรินทร์  รูปภาพสำหรับข้าวปลอดสาร  
“ข้าวมะลินิลสุรินทร์” สุดยอดข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวมะลินิลสุรินทร์เป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้มหรือสีดำ  คุณภาพการหุงต้มของ  ข้าวมะลินิลปลอดสารพิษ รับประทานดี เป็นข้าวเมล็ดเรียวยาว เปอร์เซนต์อะมิโลสต่ำเมื่อหุงสุกจะเหนียวนุ่มหอม  ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์ มีคุณสมบัติในการป้องกันโรคมะเร็ง   ข้าวมะลินิลสุรินทร์ ข้าวต้านความเสื่อม   [url=https://www.facebook.com/Organic.Black.Jasmine.Rice/]ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์ ชะลอวัย ทานแล้วไม่แก่เร็ว  Anti-Aging Rice




ประโยชน์ของ ข้าวมะลินิล/ ข้าวหอมมะลินิล (  ข้าวมะลินิลออแกนิคสำหรับทารก)
-   ขายข้าวกล้องหอมมะลินิลอินทรีย์ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระแอนโทไซยานิน (High Antioxidants) ประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอี 6 เท่า
ข้าวมะลินิลออแกนิคคือ มีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าข้าวขาวทั่วไปถึง 62% ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, ความหิว, น้ำหนัก และลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
-   ปลูกข้าวกล้องหอมมะลินิลอินทรีย์ มี วิตามิน บี1, บี 2, บี6 และบี9 ป้องกันโรคเหน็บชา, การทำงานของระบบประสาท และช่วยในกระบวนการสร้าง DNA RNA
-   ขายข้าวมะลินิลอินทรีย์  มี ลูทีน ช่วยปกป้องเยื่อแก้วตา (Retina) ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา
-    ข้าวกล้องหอมมะลินิลเกษตรอินทรีย์    มีสานต้านอนุมูลอิสระฟีนอะลิกและแอนโธไซยานินสูง มีฤทธิ์ต้านการซึมเศร้าและวิตกกังวล
-   กลุ่มข้าวมะลินิลอินทรีย์  มีสารอนุมูลอิสระที่ได้จากการสกัดข้าวดิบและข้าวกล้องมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งสำไส้ใหญ่ มีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ที่มีในการรักษาสุขภาพ

ข้าว Hor.Boutique ข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์ ข้าวกล้องหอมมะลินิลสุรินทร์    ปลูกข้าวกล้องหอมมะลินิลอินทรีย์
277 หมู่ 14 ถ.พิชิตชัย ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000 โทร. 092-8245655
website :  shop.line.me/@hor.boutique
Facebook :  ข้าวสุขภาพไทยมีราคาแพง
Twitter : https://twitter.com/hor_boutique
IG : https://www.instagram.com/hor.boutique/ 
Line: @Hor.Boutique

เรามีข้าวอินทรีย์ / ข้าวออร์แกนิค   การผลิตข้าวอินทรีย์(ออแกนิค)     7 ประเภท
1. ข้าวหอมมะลิอินทรีย์  2.   ปลูกข้าวกล้องหอมมะลิออแกนิค   3.  ข้าวสุขภาพปะกาอำปึล (ข้าวพื้นถิ่นสุรินทร์) 4.ข้าวผสมห้าสายพันธุ์อินทรีย์ 5.  ข้าวกล้องหอมมะลิแดงเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ 6.  ข้าวมะลินิลอินทรีย์กรมการข้าว 7.  ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ออร์แกนิค


#ข้าวมะลินิล #ข้าวหอมมะลินิล #ข้าวกล้องมะลินิล #ข้าวกล้องหอมมะลินิล #ข้าวมะลินิลสุรินทร์  #ข้าวหอมมะลินิลสุรินทร์  #ข้าวกล้องมะลินิลสุรินทร์ #ข้าวกล้องหอมมะลินิลสุรินทร์ #ข้าวมะลินิลอินทรีย์  #ข้าวหอมมะลินิลอินทรีย์ #ข้าวมะลินิลปลอดสาร #ข้าวหอมมะลินิลปลอดสาร  #ข้าวกล้องมะลินิลปลอดสาร #ข้าวกล้องหอมมะลินิลปลอดสาร #ข้าวมะลินิลเพื่อสุขภาพ #ข้าวหอมมะลินิลเพื่อสุขภาพ #ข้าวกล้องมะลินิลสุขภาพ   #ข้าวกล้องหอมมะลินิลสุขภาพ

 

 
 

Pages: [1] 2 3 ... 17